เทคนิคอ่านงบการเงิน ตอนงบกำไรขาดทุน

สวัสดีคร้าบวันนี้สตางค์คุง จะมาแนะนำเทคนิคการอ่านงบการเงินสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ซึ่งงบนี้เป็นงบที่สำคัญมากเลยน้า เพราะงบตัวนี้ทำให้ทุกคนเห็นภาพรวมการดำเนินงานของธุรกิจในช่วงเวลาต่างๆได้ว่าควรลงทุนหรือไม่ ดังนั้นถ้าเราอ่านงบตัวนี้เป็นเราก็สามารถประเมินผลการดำเนินงานของบริษัท และคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคตได้อีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วเราไปทำความรู้จักกับงบกำไรขาดทุนกันดีกว่าคร้าบ

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพได้ง่ายขึ้น ผมขอสมมติตัวอย่างว่าเราเปิดร้านขายเสื้อผ้า สิ่งที่เจ้าของทุกคนอยากรู้ก็เช่น ยอดขายที่ทำได้เป็นเท่าไหร่? ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเป็นเท่าไหร่? 
ใช้ไปกับอะไรบ้าง? สามารถลดค่าใช้จ่ายได้หรือไม่? กำไรจริงๆ ที่เหลือให้เราหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดเหลือเท่าไหร่? คุ้มค่าที่จะทำต่อหรือไม่? คำตอบของคำถามเหล่านี้จะถูกแสดงอยู่ในงบกำไรขาดทุนทั้งหมด ดังนั้นยิ่งเข้าใจงบกำไรขาดทุนมากเท่าไหร่ ยิ่งเข้าใจความเป็นไปของกิจการมากเท่านั้น

โดยปกติในการวิเคราะห์งบกำไรขาดทุนเราจะไม่ได้วิเคราะห์ตัวเลขบัญชีกันตรงๆ แต่จะมีการจัดรูปแบบของตัวเลขให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถวิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งรายการที่สำคัญของงบกำไรขาดทุนที่ควรนำมาวิเคราะห์มีอยู่ 5 รายการ ด้วยกัน คือ
1. รายได้ : รายได้เกิดจากการที่บริษัทขายสินค้าหรือมีการบริการ ซึ่งในการวิเคราะห์เราจะสนใจถึง % การเติบโตของรายได้เป็นหลัก (% Revenue Growth) โดยการเติบโตของรายได้หลักๆ มาจาก 2 ทาง คือ ยอดขายเพิ่มขึ้น กับ ราคาขายเพิ่มขึ้น

การเติบโตที่แท้จริงต้องดูที่การเติบโตของยอดขาย (Quantity) เป็นหลัก เพราะเกิดจากการบริโภคที่แท้จริง บางอุตสาหกรรมรายได้อาจจะเพิ่มขึ้นได้โดยที่ยอดขายไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยก็ได้ ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ธุรกิจที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์(Commodity) อย่าง เหล็ก, น้ำมัน , สินค้าเกษตร ซึ่งรายได้จะขึ้นลงตามราคาของสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามภาวะตลาดโลก นอกจากนี้รายได้อาจจะเพิ่มขึ้นได้จากการควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งไม่ได้บ่งบอกถึงการเติบโตที่แท้จริงแต่อย่างไร

2. ค่าใช้จ่าย ในส่วนของค่าใช้จ่ายก็แบ่งได้เป็นหลายประเภท แต่อยากให้มองตัวหลักๆ 2 ตัว คือ ต้นทุนขายและการให้บริการ (Cost of Goods Sold) ซึ่งประกอบด้วย ค่าวัตถุดิบและค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (Selling, General & Administrative Expense) เช่น เงินเดือน (ฝ่ายบริหาร) ค่าโฆษณา ในการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายนั้น เราจะวิเคราะห์รวมไปกับการวิเคราะห์อัตราส่วนแสดงความสามารถในการทำกำไร (Profitability ratio) เช่น อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) และ อัตรากำไรจากผลการดำเนินงาน (Operating Profit Margin) ที่จะมีการพูดในหัวข้อถัดไป

3.อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin หรือ GPM) ใช้วัดว่ากิจการบริหารต้นทุนการผลิตได้ดีแค่ไหน โดย กำไรขั้นต้น (%) = รายได้ – ต้นทุนขายและการให้บริการ / รายได้
คิดง่ายๆ โดยใช้ตัวอย่างร้านเสื้อผ้าอีกครั้ง สมมติเสื้อราคา 200 บาท เราหักค่าผ้าที่ใช้ในการตัดชุด ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นต้นทุนในการผลิตเสื้อผ้า ส่วนที่เหลือคือ อัตรากำไรขั้นต้นนั่นเอง

” อัตรากำไรขั้นต้น Gross Profit Margin “ จะสูงหรือต่ำนั้นจะขึ้นอยู่กับประเภทและรูปแบบของธุรกิจ เช่น ธุรกิจอาหารสด อาจจะมี GPM ตั้งแต่ 12%-18% แต่ถ้าเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรมหรือสินค้าที่มี BRAND ที่แข็งแรง อย่างเช่น I-Phone ของ บริษัท Apple หรือบริษัทยา ที่มีการลงทุนวิจัย R&D สูง ก็จะมี GPM ที่ค่อนข้างสูงกว่าของธุรกิจอาหารสดมาก 

อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ GPM ไม่ควรวิเคราะห์ข้ามอุตสาหกรรมกัน แต่ควรวิเคราะห์เปรียบเทียบกับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน และควรหาสาเหตุว่าทำไมบริษัทแห่งหนึ่งถึงมี GPM ดีกว่าบริษัทอีกเจ้าหนึ่งได้ เช่น บริษัทอาจมีปริมาณการผลิตขนาดใหญ่มากและได้ประโยชน์จากการประหยัดของขนาด (Economy of Scale) หรืออาจจะมี Brand สินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่าของ Brand สินค้าเจ้าอื่นเป็นต้น มีหลายคนชอบสับสนว่าธุรกิจต้องมี GPM เยอะถึงจะเป็นบริษัทที่ดี ซึ่งความจริงอาจไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าธุรกิจค้าปลีกที่มีการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างสูง การที่มี GPM สูงมากๆ อาจหมายถึงสินค้ามีราคาแพงกว่าคู่แข่ง ซึ่งอาจทำให้เสียอำนาจในการแข่งขัน และส่งผลให้ยอดขายลดลง ดังนั้นการวิเคราะห์จึงควรเข้าใจรูปแบบของธุรกิจประกอบด้วย

4.อัตรากำไรจากผลการดำเนินงาน (Operating Profit Margin หรือ OPM) คำนวณได้จาก การนำกำไรขั้นต้นที่หักค่าใช้จ่ายในการขายและบริการ เช่นค่าโฆษณา ค่าตอบแทนผู้บริหารแล้วมาหารด้วยรายได้ อัตรากำไรจากผลการดำเนินงานใช้ในการวัดประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่รวมทั้งการบริหารต้นทุนขาย และการบริหารค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ในบางกรณีอัตราส่วนตัวนี้สามารถบอกประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ได้ดีกว่า อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เพราะเป็นผลการดำเนินงานที่เกิดจากธุรกิจจริงๆ มาจากรายได้หักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการดำเนินงานโดยตรงโดยไม่รวมรายการดอกเบี้ย และภาษีที่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางการเงิน และ อัตราภาษีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการ

5.อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin หรือ NPM) ถือเป็น “กำไรขั้นสุดท้าย” ที่ธุรกิจนั้นทำได้ ซึ่งคำนวณจากการนำ (อัตรากำไรจากผลการดำเนินงาน (Operating Profit Margin) – ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย – ภาษีจ่าย) /รายได้ โดยกำไรสุทธิ เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญที่สุด เพราะเป็นตัวเลขที่หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดออกแล้ว เป็นกำไรที่ไม่มีภาระและเป็นส่วนของเจ้าของจริงๆ

สิ่งที่เราควรให้ความสนใจในการวิเคราะห์อัตรากำไรสุทธิคือปัจจัยด้าน “คุณภาพ” และ “ความสม่ำเสมอ”คำว่าสม่ำเสมออาจจะไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติมมาก แต่การดูว่ากำไรมีคุณภาพหรือไม่ ให้ดูจากแหล่งที่มาของการเติบโตของอัตรากำไรสุทธิ ว่ามาจากการดำเนินงานทางธุรกิจจริงๆ หรือมาจากรายการพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น ร้านขายเสื้อผ้า ถ้ากำไรสุทธิโตจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น ขายได้ราคาสูงขึ้น เราเรียกการเติบโตแบบนี้ว่าการโตแบบมีคุณภาพ ในทางกลับกัน ถ้ากำไรโตจาก การที่เจ้าของขายอุปกรณ์การผลิตหรือขายโรงงานขาย Line การผลิตออกไป เราเรียกว่าเป็นกำไรจากรายการพิเศษ อย่างนี้ไม่นับว่าเป็นกำไรที่มีคุณภาพ เพราะเป็นแค่กำไรชั่วคราว และการขายอุปกรณ์ในการดำเนินงานไปอาจส่งผลกับความสามารถในการทำกำไรในอนาคตได้