5 mindset เลือกหุ้นแบบเจ้าของบริษัท

คนหลายๆ คนเข้ามาในตลาดหุ้นด้วยจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันไป บางคนเข้ามาโดยมีความคิดที่จะซื้อถูกขายแพงเพื่อทำกำไร บางคนเทรดโดยดูจาก Fund Flow และมีหลายๆ คนที่เข้ามาในตลาดหุ้นเพื่อที่จะเป็น”นักลงทุน” ซึ่งในที่นี้ทุกคนมี Style การเลือกหุ้นที่แตกต่างกันไปแต่สามารถทำกำไรได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล แต่วันนี้เราจะมาคุยกันว่าวิธีเลือกหุ้นให้เหมือนว่าเราอยากเป็นเจ้าของบริษัทว่าเค้ามี Mindset อย่างไรบ้าง โดยหลักๆ มีอยู่ 5 ข้อ คือ

“มีความเข้าใจว่าการซื้อหุ้นคือการลงทุนในบริษัท”
ก่อนการซื้อหุ้นแต่ละครั้งจะต้องมีความเข้าใจก่อนว่าการที่เราซื้อหุ้นแต่ละตัวหมายถึงการที่เราซื้อความเป็น”เจ้าของบริษัท” โดยมี”ธุรกิจ”ที่กำลังเปิดดำเนินการ และมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อวัตถุดิบการขายสินค้า การผลิต มีการจ้างงาน การทำการตลาดที่ เกิดขึ้นจริง เวลาบริษัทกำไรเราก็จะได้ส่วนแบ่งของกำไรตามสัดส่วนของหุ้นที่เราถือ (ในรูปแบบปันผลหรือราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น) การเข้าใจตรงจุดนี้จะทำให้เราสนใจที่จะศึกษาพื้นฐานของกิจการก่อนลงทุน

“มีความเชื่อเรื่องราคาหุ้นมีความสัมพันธ์กับพื้นฐานที่แท้จริงของบริษัท”
การที่เราจะเลือกหุ้นให้เหมือนว่าเราเป็นเจ้าของบริษัท เราต้องมีความเชื่อก่อนว่าการเลือกหุ้นไม่ใช่การพนันแบบอาศัยแต่เพียงการเสี่ยงดวงอย่างเดียว ถึงแม้ระยะสั้น ราคาหุ้นอาจจะไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกับพื้นฐานที่แท้จริง แต่ในระยะยาวราคาหุ้นจะต้องเป็นไปตามพื้นฐานที่แท้จริงเสมอ เราต้องเข้าใจว่าบริษัทนั้นทำธุรกิจอะไร ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลประกอบการของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะยาวและปัจจัยเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงได้เร็วและมากน้อยแค่ไหน

“รู้วิธีประเมินค่าบริษัท”
ประเมินมูลค่าของบริษัทในที่นี้คือการเข้าใจว่ามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทเป็นเท่าไหร่ มีราคาถูกหรือแพงเมื่อเทียบกับราคาที่เราเข้าซื้อ ซึ่งการประเมินมูลค่ามีตั้งแต่วิธีที่อาศัยทฤษฏีทางการเงินที่ซับซ้อนไปจนถึงการใช้อัตราส่วนต่างๆเพื่อหามูลค่า เช่น P/E, P/BV หรือ P/NAV เป็นต้น โดยหลักง่ายๆในการลงทุนในบริษัท คือ เราจะซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง และเนื่องจากการประเมินมูลค่าขึ้นอยู่กับสมมติฐานและโมเดล มูลค่าที่แท้จริงจึงไม่ใช่อะไรที่มีค่าแน่นอน ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสมมติฐานผู้ประเมินเช่นกัน

“รู้จัก รอ เป็น”
การลงทุนถ้าว่ากันด้วยกิจกรรมแล้ว ก็ดูไม่ได้ยากเสียเท่าไหร่ แค่คลิกคำสั่งซื้อหรือขายเท่านั้นก็ได้หุ้นมาครอบครอง แต่ความจริงความยากในการลงทุนอยู่ที่เราต้องลงทุนใน “เวลา” กับ “ความรู้” ในการรู้จักตลาดและความเข้าใจในตัวบริษัท ซึ่งในตัวบริษัทเองก็มีหลายแง่หลายมุมให้เราต้องศึกษา ไหนจะต้องอาศัยการคาดการณ์และต้องรอให้ราคาหุ้นสะท้อนการเติบโตของกิจการ ซึ่งล้วนแต่เป็น Process ที่ใช้เวลาทั้งสิ้น
บางครั้งในการลงทุนจริง ถึงแม้ว่าเราจะมีมุมมองที่ถูกต้อง แต่ถ้าขาดการอดทนรอก็ทำให้พลาดโอกาสดีๆได้ เช่นพอเราเห็นหุ้นตัวอื่น(ที่เราไม่ได้วิเคราะห์)ราคาขึ้นไปแล้ว แต่ตัวที่เราวิเคราะห์ไว้อย่างดีดันไม่ไปไหนซะนี่ ก็ขายทิ้งไปก่อน พอขายปุ๊บราคาก็เด้งปั๊บ เรื่องแบบนี้ก็มีให้เราเห็นอยู่บ่อยๆ

ขึ้นชื่อว่าการลงทุนก็เปรียบเสมือนการที่เราปลูกต้นไม้ซักต้นหนึ่งเพื่อรอให้มันออกดอกออกผลให้เรากิน เราไม่สามารถที่จะกินผลมะม่วงในวันแรกที่ปลูกได้ฉันใด เราก็ไม่สามารถหวังผลตอบแทนจากการลงทุนวันแรกฉันนั้น แต่ทั้งนี้การรอของเราก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจในกิจการซึ่งมีส่วนช่วยให้เราสามารถทำใจให้มั่นคงและไม่หวั่นไหวจนขายหุ้นไปเสียก่อน

“มีความเชื่อมั่น และกล้าตัดสินใจด้วยตนเอง”
เจ้าของบริษัทจะต้องมีความกล้าในการตัดสินใจและมีความคิดเป็นของตนเอง ถึงแม้จะรับได้รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นมา ก็ต้องมีการคิดวิเคราะห์แยกแยะให้เห็นทั้งมุมที่ดีและมุมที่เสียให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจเสมอ โดยจะไม่ตัดสินใจจากการแค่ฟังคนอื่นว่าๆตามกันมา

นิสัยที่ดีของคนที่จะเป็นเจ้าของบริษัทได้ คือ ก่อนที่จะทำการลงทุนกับอะไรซักอย่างจะต้องมีความเข้าใจถึงความเสี่ยงของการลงทุน และประเมินความเสี่ยงที่ตนเองนั้นรับได้ เนื่องจากมีการคิดและคำนวณมาอย่างดีแล้ว เจ้าของบริษัทส่วนใหญ่จะมีความเชื่อมั่นในการตัดสินใจตัวเองเพราะมีการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆมาเป็นอย่างดีแล้วนั่นเอง