หุ้น 6 ประเภท ของปีเตอร์ ลินซ์

เนื่องจากในตลาดหุ้นของไทยเรามีหุ้นอยู่เป็นร้อยๆตัว แล้วหุ้นแต่ละตัวก็มีลักษณะการทำธุรกิจที่ค่อนข้างหลากหลายและซับซ้อนแตกต่างกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องง่ายใช่มั้ยครับที่เราจะสับสนว่า เราควรจะจัดการยังไงกับหุ้นแต่ละตัวดียังไงดี? วันนี้สตางค์คุงอยากจะมานำเสนอให้เพื่อนๆรู้จักวิธีการแบ่งหุ้นออกเป็น 6 ประเภท ของปีเตอร์ ลินซ์ ซึ่งจะทำให้เราสามารถแบ่งหุ้นออกเป็นกลุ่มๆตามลักษณะการเติบโตของหุ้น การเคลื่อนไหวขึ้นลงราคาหุ้นตามเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการให้เหมาะสมกับหุ้นแต่ละประเภทนั่นเองนะครับ ไปดูกันเลย

ลักษณะของหุ้นโตช้าคือ เป็นหุ้นในอุตสาหกรรมที่ใกล้ถึงจุดอิ่มตัว กำไรอาจโตเท่ากับหรือไปเร็วกว่าGDP เล็กน้อย (ประมาณ 2 – 5% โดยเฉลี่ย) โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นธุรกิจที่ทำมานานแล้ว และอาจเคยเป็นกิจการที่กำไรเติบโตอย่างรวดเร็วมาก่อน วิธีสังเกตหุ้นโตช้าวิธีหนึ่งคือ ลองดูกราฟราคาหุ้นที่มีการเหวี่ยงขึ้นลงค่อนข้างน้อยเป็นระยะเวลายาวนาน กำไรของหุ้นประเภทนี้มักจะทรงๆ หรือโตไปเรื่อย ๆแบบไม่หนี GDP มากนัก มักจะเป็นกิจการที่ฐานะทางการเงินดี หนี้สินน้อย และจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ 
การได้ปันผลสม่ำเสมอเป็นข้อดีของหุ้นประเภทนี้ แต่จุดที่ต้องสังเกตเพิ่มเติมคือ เงินปันผลจะมีโอกาสเติบโตในอนาคตหรือไม่ และ อะไรที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เงินปันผลโต? ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นกองอสังหาประเภทoffice โอกาสเติบโตของเงินปันผลคือ การขึ้นค่าเช่าทุกๆ3ปี ซึ่งจะต้องขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอัตราการขึ้นของค่าใช้จ่ายด้วยเป็นต้น แต่บางกิจการที่มีเงินสดมาก แต่กิจการอยู่ในช่วงอุตสาหกรรมตะวันตกดิน อย่างเช่นธุรกิจสิ่งพิมพ์ ถึงจะได้เงินปันผลเยอะ แต่อาจจะมีความเสี่ยงที่เงินปันผลจะไม่เติบโตหรือจะลดลงได้ในอนาคต

ลักษณะของหุ้นแข็งแกร่งคือหุ้นขนาดใหญ่ อาจจะเป็นกิจการที่คงอยู่มานาน (คล้ายๆหุ้นโตช้า) มีกำไรค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่จุดที่แตกต่างกับหุ้นโตช้าคือการเติบโตเหนือกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจบ้าง เช่นอาจจะประมาณปีละ 7-10% โดยเฉลี่ย ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่กิจการเป็นที่ยอมรับของทั้งลูกค้าและนักลงทุนมาอย่างยาวนาน เช่น หุ้นกิจการธนาคารขนาดใหญ่ หุ้นของกิจการวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ เป็นต้น หุ้นแข็งแกร่งนั้น มีจุดเด่นก็คือ ยอดขายและกำไรมักจะไม่ผันผวนนักและทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจได้ดี ความเสี่ยงในการลงทุนจะต่ำ หุ้นแข็งแกร่งอาจจทำผลงานได้ดีแต่มันไม่ใช่หุ้นที่จะเติบโตเป็นหุ้นหลายเด้งได้ ถ้าเราซื้อแล้วได้กำไร 30-50% ภายในระยะเวลา 1-2 ปี ก็ต้องมาเริ่มพิจารณาหาจังหวะขายได้แล้ว

ลักษณะของหุ้นโตเร็ว คือ มักเป็นบริษัทขนาดเล็กมาแรง ที่กำไรเติบโตได้ปีละ 20-25% หุ้นประเภทนี้มีโอกาสที่จะเติบโตไปเป็นหุ้นหลายเด้ง ในไทยก็มีอยู่หลายตัวเช่น Beauty, KCE หรือ แม้กระทั่ง หุ้นโรงพยาบาลและค้าปลีกบางตัวก็เคยเป็นหุ้นโตเร็วมาก่อน กิจการในหุ้นโตเร็วมักจะเรียนรู้ที่จะทำกิจการให้ประสบความสำเร็จในที่ที่นึง และก๊อปปี้สูตรสำเร็จไปใช้ซ้ำในอีกที่หนึ่ง จากเมืองหนึ่งไปยังเมืองอื่นเรื่อยๆ หรือ อาจจะเปิดเข้าสู่ตลาดใหม่ทำให้กำไรต่อหุ้นของกิจการปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด
สิ่งที่ควรให้ความสนใจในหุ้นโตเร็วคือ สินค้าและบริการอะไรที่เป็นส่วนสำคัญในการเติบโตนี้ และประเมินโอกาสที่จะเติบโตได้อีกในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น ร้าน 7-11 ที่เคยขยายจากไม่กี่ร้อยเป็น หลายพัน จนปัจจุบัน เกือบหมื่นสาขาแล้ว ถามว่ายังมีช่องทางเติบโตได้อีกหรือไม่ ตลาดในประเทศและต่างประเทศยังมีโอกาสมากแค่ไหน คำถามนี้เป็นการบ้านสำหรับนักลงทุนที่จะต้องไปทำกันต่อนะครับ ข้อสำคัญอีกประการหนึ่ง คือดูว่าหุ้นซื้อขายที่ P/E เท่ากับหรือใกล้เคียงกับอัตราการเจริญเติบโตของกำไรหรือไม่ ถ้าP/E สูงกว่าการเติบโตของกำไรมากๆ อาจเป็นช่วงที่ต้องมาพิจารณาให้ละเอียดว่าควรจะขายหรือยัง

หุ้นวัฐจักรคือหุ้นของบริษัทที่มียอดขายและกำไรขึ้นๆลงๆตามวัฐจักรของเศรษฐกิจหรือตามวัฐจักรของอุตสาหกรรม ในช่วงขาขึ้นกำไรของหุ้นวัฐจักรอาจเติบโตอย่างรวดเร็วจนดูคล้ายกับหุ้นเติบโตหรือหุ้นแข็งแกร่ง แต่จุดแตกต่างของหุ้นวัฐจักรกับหุ้นเติบโตและหุ้นแข็งแกร่งก็คือ หุ้นสองตัวหลังถึงกำไรจะหดตัวบ้างแต่จะสร้างฐานให้เติบโตต่อไปได้ในระยะยาว ขณะที่หุ้นวัฐจักรกำไรจะขยายตัวและหดตัวและขยายและก็หดตัวอีก แทบจะไม่สร้างฐานให้เติบโตได้ในระยะยาวเลย (ง่ายสุดลองเอากราฟราคาหุ้นของCPALL เทียบกับ ราคาหุ้นสินค้าเกษตรตัวอื่นๆ จะเห็นได้ชัดเจน) หุ้นที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่นั้นมักเป็นหุ้นวัฏจักร เช่น สินค้าเกษตร ข้าว ยางพารา น้ำตาล บริษัทผลิตรถยนต์ ยางรถยนต์ สายการบิน และเคมีภัณฑ์ก็เป็นหุ้นวัฐจักรเช่นกัน (สังเกตว่าหุ้นในตลาดหุ้นไทยเข้าข่ายหุ้นวัฐจักรอยู่หลายตัวเลยล่ะคร๊าบ)
สิ่งสำคัญในการเล่นหุ้นวัฐจักรคือเราต้องรู้ว่าปัจจุบันวัฐจักรของสินค้าตัวนั้นอยู่ช่วงไหน ยกตัวอย่างเช่น รอบของอุตสาหกรรมรถยนต์จะมีช่วง3-4ปีที่ดี และตามด้วย 3-4ปีที่แย่ มักจะวนเป็นรอบแบบนี้เสมอ ยิ่งเจอรอบของอุตสาหกรรมตกต่ำรุนแรงมากเท่าไหร่ การฟื้นตัวก็จะแรงตามเท่านั้น ในความเป็นจริงการคาดการณ์รอบขาขึ้นของหุ้นวัฐจักรจะทำได้ง่ายกว่าการคาดการณ์ช่วงวัฐจักรขาลง จุดสำคัญที่ต้องใส่ใจคือตัวเลขของสินค้าคงคลัง ว่ายังเติบโตไปด้วยกันกับยอดขายหรือ นอกจากนี้นักลงทุนยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวของอุปสงค์และอุปทานของสินค้านั้นๆอย่างใกล้ชิดด้วยนะครับ

ลักษณะของหุ้นฟื้นตัวคือ เป็นหุ้นที่กิจการใกล้เจ๊งจากภาวะตกต่ำดำดิ่งของผลประกอบการ แต่มีการปรับโครงสร้าง ให้กลับมาสู่เส้นทางที่กิจการจะพลิกฟื้นมากำไรได้ หุ้นกลุ่มนี้สามารถสร้างกำไรให้ผู้ซื้ออย่างเป็นกอบเป็นกำ และให้ผลตอบแทนที่มีค่าเป็นทวีคูณ นักลงทุนที่สนใจหุ้นประเภทนี้ต้องใช้ความพยายามในการวิเคราะห์หาบริษัทที่ประสบปัญหาแต่มีสัญญาณของการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับแรกคือ บริษัทต้องสามารถเอาตัวรอดจากการล้มละลายให้ได้ก่อน คือต้องมีกระแสเงินสดเพียงพอในการหมุนให้ธุรกิจเดินต่อได้ ตัวอย่างหุ้นTurn around ในไทย เช่น JAS MALEE KAMART (ปล.สตางค์คุงกำลังยกตัวอย่างหุ้นโดยเล่าถึงภาพในอดีตที่ผ่านมาแล้ว ปัจจุบันหุ้นอาจจะเป็นหรือไม่เป็นแบบนี้ก็ได้ สตางค์คุงไม่ได้ชี้นำให้ไปซื้อนะคร้าบ) ต้องบอกก่อนนะครับว่า หุ้นTurn around เป็นกลุ่มที่มองยากที่สุด เพราะ วิกฤติส่วนใหญ่มักมีความซับซ้อนไม่ได้แก้ไขได้แค่ในไตรมาสหรือสองไตรมาส เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเข้าลงทุนอย่างน้อยก็ต้องเข้าใจสาเหตุของปัญหา และเราต้องวิเคราะห์ให้ออกก่อนว่าบริษัทมีหนทางอย่างไรที่จะฟื้นตัว เช่น มีการยุบแผนกที่ไม่ทำกำไร ยอดขายมีการฟื้นตัวต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ หรือสามารถออกสินค้าใหม่ที่สามารถสร้างความนิยมในกลุ่มลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น

ลักษณะของหุ้นทรัพย์สินมากคือหุ้นที่มีทรัพย์สินโดยเฉพาะที่เป็น เงินสด อาคาร ที่ดิน หรือหุ้นเป็นจำนวนมาก โดยเมื่อเอามูลค่าตลาดของสินทรัพย์นั้นมาหักส่วนของหนี้สินออกแล้วได้มูลค่าที่สูงกว่ามูลค่าตลาดของหุ้นทั้งหมดของบริษัท จึงเปรียบเสมือนกับการที่เราได้กำไรตั้งแต่วันแรกที่ซื้อเลยล่ะครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนักลงทุนในหุ้นทรัพย์สินมากจะได้ประโยชน์จากหุ้นก็ต่อเมื่อมีการรับรู้หรือบริษัททำการขายสินทรัพย์ออกไปเท่านั้น แต่ถ้าไม่มีการขายสินทรัพย์ โอกาสที่จะได้ประโยชน์จากหุ้นตัวนี้ก็มีน้อย กลายเป็นว่าเราเอาเงินมาจมไว้ บางทีอาจจะเป็นหลายๆปีเลยล่ะคร๊าบ

ด้วยการจัดหุ้นของเราให้เข้ากับกลุ่มหรือประเภทต่างๆตามวิธีของหุ้น 6 ประเภทของปีเตอร์ ลินซ์ จะช่วยให้เรามีไอเดียที่ดีขึ้นว่าเราสามารถคาดหวังอะไรจากมันได้ และสามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม เช่น เราสามารถหาหุ้นหลายเด้งได้จากหุ้นเติบโต แต่อาจจะไม่เหมาะที่จะไปหากับกลุ่มหุ้นโตช้า หรือ ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดีเราอาจต้องมุ่งการลงทุนไปที่หุ้นแข็งแกร่งมากกว่าหุ้นวัฐจักร กลับกันถ้าเราอยู่ในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น เราก็ควรลงทุนในหุ้นวัฐจักรมากขึ้นเป็นพิเศษ หรือ ถ้าเราต้องการถือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งในระยะยาว หุ้นวัฐจักรอาจไม่ใช่หุ้นที่เหมาะสมเป็นต้น สุดท้ายนี้สตางค์คุงขอย้ำอีกครั้งว่าหุ้นที่ยกขึ้นมาเป็นเพียงตัวอย่างเพื่อความเข้าใจ มิได้มีเจตนาจะชี้นำหรือแนะนำให้ลงทุนแต่ประการใด นักลงทุนควรใช้วิจารณญาณของตนเองในการลงทุนทุกครั้งนะครับ