
เทคนิคเลือกหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง
ปัจจุบันหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในตลาดหุ้นไทย (SET) ซึ่งสามารถซื้อขายได้ตามปกติมีอยู่ด้วยกัน 19 บริษัท มี Market Cap. รวมกันประมาณ 2 แสนล้านบาท โดยหุ้นที่มีมูลค่าสูงสุดคือ ช.การช่าง (CK) ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ อีเอ็มซี (EMC) มีมูลค่าน้อยที่สุดราว 700 ล้านบาท เมื่อปี 60 หุ้นรับเหมาก่อสร้าง Underperform ตลาดถึง 17% เนื่องจากความล่าช้าของโครงการต่างๆ วันนี้สตางค์คุงเลยอยากจะลองชวนเพื่อนๆ มาวิเคราะห์ไปด้วยกันว่าหากต้องการจะลงทุนหุ้นรับเหมาก่อสร้าง เราควรจะพิจารณาปัจจัยอะไรบ้าง
ปริมาณงานในมือ Blacklog
หากใครติดตามอ่านข่าวหรือบทวิเคราะห์เกี่ยวกับหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ มักจะมีการพูดถึงประเด็น ‘งานในมือ (Backlog)’ อยู่เสมอ เพราะธรรมชาติของธุรกิจรับเหมาฯ งานที่ได้รับจะเป็นลักษณะของการทำโครงการต่างๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อจบลงก็ต้องหางานใหม่เข้ามาทดแทน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วบริษัทจะทยอยประมูลงานต่างๆ เข้ามาเพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทมีความต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทที่มี Backlog มาก ก็ดูจะมีความมั่นคงมากกว่าบริษัทที่มีงานในมือน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่อุตสาหกรรมซบเซา งานโครงการใหม่ๆ ออกมาน้อย บริษัทที่ไม่มีงานก็จำเป็นจะต้องแข่งกันลดราคาเพื่อให้ได้งาน
ทั้งนี้ ปริมาณ Backlog ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับขนาดของบริษัทด้วย เพราะหากบริษัทรับงานเข้ามามากจนล้นมือ ก็มีโอกาสที่จะส่งมอบงานไม่ทัน และส่งผลเสียต่อผลประกอบการหรือโอกาสในการรับงานใหม่ๆ ด้วย แต่หากบริษัทมี Backlog น้อยเกินไป หากงานที่ทำอยู่จบลง และไม่สามารถหางานใหม่เข้ามาได้ทัน ก็จะทำให้การดำเนินงานของบริษัทชะงักไป
คุณภาพของงาน
นอกจากเรื่องของปริมาณแล้ว คุณภาพก็สำคัญ เพราะหลายครั้งเราจะเห็นว่าบางบริษัทมีงานในมือเพิ่มขึ้น เรียกได้ว่ามีงานทำไม่ขาดมือ รายได้ก็เพิ่มตาม แต่เมื่อเหลือบไปดูบรรทัดสุดท้ายกลับกำไรลดลง หรือถึงขั้นขาดทุนก็มี เพราะบางงานที่บริษัทรับเข้ามามีอัตรากำไรต่ำมาก และเมื่อเกิดความผิดพลาดบางประการขึ้น เช่น การส่งมอบงานล่าช้าหรือการจ่ายเงินล่าช้า ประเด็นเหล่านี้ก็จะกระทบกับกำไรที่บริษัทควรจะได้ เพราะฉะนั้นการพิจารณาลงไปถึงรายละเอียดของงานที่แต่ละบริษัทได้รับมา ก็น่าจะช่วยให้ผู้ถือหุ้นอย่างเราๆ มีความมั่นใจมากขึ้น
ทั้งนี้ เพื่อนๆ อาจจะเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ผลงานในอดีตที่ผ่านมาของหุ้นแต่ละตัวก่อน ว่าบริษัทไหนมีความสามารถในการทำกำไรมากกว่ากัน โดยพิจารณาจากอัตรากำไรสุทธิ และอัตรากำไรขั้นต้น ซึ่งจะช่วยชี้ให้เพื่อนๆ เห็นได้ว่าความสามารถในการเปลี่ยนงานที่มีเป็นกำไรของแต่ละบริษัทเป็นอย่างไร ขณะเดียวกันสภาวะอุตสาหกรรมในช่วงนั้นก็จะมีผลต่อคุณภาพงานเช่นกัน หากมีงานออกมามาก บริษัทก็ไม่จำเป็นต้องแข่งกันลดราคาเพื่อแย่งงาน อัตรากำไรก็จะสูงขึ้น แต่ในช่วงที่งานต่างๆ ชะลอหรือล่าช้าออกไป บริษัทที่มี Backlog ไม่เพียงพอก็อาจจะต้องหั่นราคาลงเพื่อให้ได้งานเข้ามา

กระแสเงินสด
เป็นส่วนที่ช่วยบ่งบอกถึงความสามารถในการรับงาน และโอกาสที่จะขยายงานเมื่อมีโอกาสเข้ามา เพราะโดยทั่วไปแล้วการดำเนินงานแต่ละโครงการบริษัทอาจต้องสำรองค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปก่อน และสำรองเงินไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น เบิกจ่ายล่าช้า หากไม่มีเงินในส่วนนี้งานก็อาจจะชะงักได้ การรับงานแบบเกินตัวโดยที่เงินทุนหมุนเวียนไม่พอ ถือเป็นความเสี่ยงต่อธุรกิจรับเหมา
นอกจากนี้ การมีกระแสเงินสดสำรองมากจะช่วยให้บริษัทสามารถขยายงานได้ง่ายยิ่งขึ้นเมื่อมีโอกาสเข้ามาเพิ่ม และยังช่วยให้บริษัทประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะหากบริษัทมีเงินสดไม่เพียงพอแล้ว ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เงินกู้เข้ามาช่วย แน่นอนว่าย่อมตามมาด้วยต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
ความแข็งแกร่งของหุ้น
แน่นอนว่าบริษัทที่ใหญ่กว่า ย่อมดูเหมือนว่าจะมีความมั่นคงมากกว่า แต่สำหรับการลงทุนแล้วสิ่งที่สำคัญคือ ‘การเติบโต’ แม้เราไม่อาจคาดเดาได้ 100% ว่าบริษัทไหนจะเติบโตดีกว่ากัน แต่อย่างน้อยที่สุด คือ การใช้ข้อมูลที่เรามีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาจากแนวโน้มผลประกอบการที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะพอช่วยให้เราเห็นภาพว่าบริษัทไหนบ้างกำลังอยู่ในช่วงของการเติบโต ขณะเดียวกันหุ้นที่กำลังอยู่ในช่วงของการเติบโตนั้น ราคาหุ้นก็มักจะตอบรับและอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้เพื่อนๆ อาจจะนำการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นแต่ละตัวในกลุ่มมาเปรียบเทียบกันเพื่อพิจารณาความแข็งแกร่ง และคัดหุ้นที่อยู่ในกลุ่มผู้นำออกมา
พิจารณาเปรียบเทียบอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ
มากไปกว่านั้น เรายังสามารถพิจารณาเปรียบเทียบอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ อย่าง P/E, P/BV รวมไปถึง Dividend Yield ของหุ้นแต่ละตัว ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นว่าตลาดกำลังให้มูลค่ากับหุ้นแต่ละตัวแตกต่างกันอย่างไร และจะช่วยให้เราสามารถเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น อย่างหุ้นที่มีเรามองว่ามีแนวโน้มจะเติบโตพอๆ กัน แต่หุ้นตัวหนึ่งมี Dividend yield สูงกว่า ก็อาจจะน่าสนใจในการเข้าลงทุนมากกว่า
จะลงทุนในหุ้นประเภทธุรกิจแบบไหนก็ควรศึกษาหุ้นนั้นๆเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถเก็งกำไรได้สูงและไม่ขาดทุนนั่นเอง สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นอื่นๆ ได้ >> ที่นี่ <<
วิธีสแกนหาหุ้นดี เพื่อทำการบ้านหรือจะหาหุ้นเติบโต หุ้นปันผลสูง ก็สามารถหาได้ง่ายๆ ด้วยเครื่องมือ SBITO Scouter เปิดพอร์ตหุ้น กับ SBITO มี เครื่องมือช่วยสแกนหุ้น เพียบ!! เพียงเปิดบัญชีหุ้นกับ SBITO