คัดหุ้นสไตล์ William J. O’Neil ระบบ CAN SLIM

สำหรับเพื่อนๆ ที่เข้ามาศึกษาเกี่ยวกับการลงทุน คงจะพอคุ้นหูกับชื่อของ William J. O’Neil กันอยู่บ้าง เพราะนอกจากเขาจะเป็นผู้คิดค้นกลยุทธ์แล้ว เขายังเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในวอลสตรีท อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง Investor’s Business Daily และเว็บไซต์ Investors.com
William J. O’Neil ได้เขียนหนังสือที่เปิดเผยถึงกลยุทธ์ซึ่งเข้าได้ใช้สำหรับการคัดเลือกหุ้นเพื่อเข้าลงทุน หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า ‘How to Make Money in Stocks – A Winning System in Good Times or Bad’ ซึ่งกลยุทธ์ที่ว่านี้ มีชื่อเรียกอย่างง่ายว่า ‘CAN SLIM’ มาดูกันเลยว่าเป็นยังไง

โดยหุ้นที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะมีลักษณะเฉพาะทั้ง 7 อย่างนี้ร่วมกัน ในตอนที่มันอยู่ในช่วงที่มีการเติบโตทะลุขึ้นมา สิ่งที่โอนีลทำคือการระบุบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มียอดขายและกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากผลิตภัณฑ์หรือการบริการแบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์ และจากนั้นก็ซื้อหุ้นของพวกมันในตอนที่มีการทะลุขึ้นมาจากช่วงการบีบตัวของราคาที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเหมาะสม และก่อนที่มันจะมีการวิ่งขึ้นไปอย่างรุนแรงในระหว่างตลาดกระทิง

กำไรเป็นปัจจัยพื้นฐานข้อแรกที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกำไรในไตรมาสมาสปัจจุบัน ซึ่งควรจะโชว์ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (เพื่อหลีกเลี่ยงความบิดเบือนในเรื่องของฤดูกาลออกไป) นอกจากนี้ ยังควรจะนำเอากำไรพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวออกไปด้วย ซึ่งโอนีลแนะนำว่า ‘กำไรต่อหุ้นในไตรมาสปัจจุบันควรที่จะเพิ่มขึ้นในเปอร์เซ็นต์ที่สูงอย่างน้อย 25% – 50% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนบริษัทที่ดีที่สุดสามารถแสดงผลกำไรที่สูงขึ้นถึง 100% – 500% หรือมากกว่านั้น’

ในกฎข้อนี้ โอนีลเริ่มต้นด้วยการบอกกับเราว่า บริษัทใดๆ ก็สามารถรายงานไตรมาสที่มีกำไรที่ดีได้เป็นครั้งคราว แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอ เพื่อให้แน่ใจว่ากำไรที่เกิดขึ้นล่าสุดไม่ได้เป็นแค่ความสำเร็จชั่วคราว เราต้องหาหลักฐานมากกว่านั้นจากประวัติของหุ้นแต่ละตัว 
โอนีลบอกไว้ว่า ‘ให้ซื้อหุ้นที่มีอัตราการเติบโตของกำไรและยอดขายที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนในแต่ละปีที่ 25% – 30% ของ 3 ปีหลังสุด บวกกับกำไรในไตรมาสหลังๆ ที่สูงขึ้น และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของเจ้าของ (ROE) ที่สูงอย่างน้อย 17% อย่ายอมรับอะไรที่น้อยกว่านี้ ถ้าคุณต้องการผลลัพธ์ที่ดีขึ้น’ 
ขณะเดียวกัน โอนีลยังได้พูดถึงการพลาดโอกาสในหุ้นที่เติบโตสูงเหล่านี้เพราะการหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีค่า P/E สูง โอนีลพบว่าสิ่งที่สำคัญกว่าค่า P/E มาก ก็คือเปอร์เซ็นต์การเพิ่มขึ้นของกำไรต่อหุ้น

‘อะไรที่ดูเหมือนกับว่าราคาสูงเกินไปและดูมีความเสี่ยงสำหรับคนส่วนใหญ่ สุดท้ายแล้วมักจะสูงขึ้นไปอีก และอะไรที่ดูเหมือนว่าจะราคาต่ำและถูก มักจะตกลงไปมากกว่าเดิม’ เป็นสิ่งที่โอนีลบอกเอาไว้ เพราะมันต้องใช้อะไรใหม่ๆ เพื่อที่จะเริ่มต้นการวิ่งขึ้นของราคาหุ้น อาจจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการใหม่ รวมไปถึงการทำจุดสูงสุดใหม่ของราคาหุ้น ซึ่งอาจจะทำให้เรารู้สึกว่ามันแพงเกินไปแล้ว แต่การจะเข้าซื้อในจุดสูงสุดใหม่นั้น ควรจะเกิดจากการทะลุขึ้นมาจากฐานราคาที่เหมาะสมด้วย โดยช่วงการบีบตัวของราคาหรือการสร้างฐานที่น่าเชื่อถือควรจะมีระยะเวลาตั้งแต่ 7 หรือ 8 สัปดาห์ ไปจนถึง 15 เดือน

ราคาของเกือบทุกๆ อย่างในชีวิตประจำวันถูกกำหนดขึ้นมาด้วยกฎอุปสงค์และอุปทาน เช่นเดียวกับตลาดหุ้น วิธีที่ดีที่สุดในการวัดอุปสงค์และอุปทานของหุ้นคือการดูที่ปริมาณการซื้อขายในแต่ละวัน เมื่อราคาหุ้นมีการย่อตัว โดยทั่วไปแล้วคุณจะอยากเห็นปริมาณการซื้อขายที่ลดลง ซึ่งจะบ่งบอกว่ามันไม่มีแรงกดดันจากแรงขายที่เพิ่มขึ้น เมื่อราคาหุ้นวิ่งสูงขึ้นในเกือบทุกสถานการณ์คุณจะอยากเห็นปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปจะหมายถึงการซื้อของสถาบัน ไม่ใช่ของสาธารณชนทั่วไป

หนึ่งในวิธีการมองหาหุ้นผู้นำในตลาดซึ่งโอนีลบอกเอาไว้ คือ การมองในวันที่ตลาดปรับฐานระหว่างช่วงตลาดขาขึ้น หุ้นกลุ่มเติบโตที่มีการตกลงมาน้อยที่สุดเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยทั่วไปแล้วจะเป็นการเลือกที่ดีที่สุด และเมื่อการตกของตลาดโดยรวมสิ้นสุดลงไปแล้วอย่างชัดเจน หุ้นตัวแรกที่เด้งกลับขึ้นมาทำราคาสูงสุดใหม่ จะเป็นหุ้นที่เป็นผู้นำอย่างแท้จริง 
นอกจากนี้ โอนีลได้แนะนำให้หลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นแบบ ‘Sympathy play’ หรือการซื้อหุ้นที่มีผลิตภัณฑ์หรือมีสภาวะที่คล้ายคลึงกัน โดยเลือกตัวที่ราคายังไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับอีกตัวที่ราคาวิ่งไปสูงมากแล้ว เพราะท้ายที่สุดแล้ว หุ้นที่เป็นผู้ตามมักจะไม่สามารถทำได้อย่างที่ผู้นำทำเอาไว้

มันต้องใช้อุปสงค์ปริมาณมากในการผลักดันราคาหุ้นขึ้นไป และแหล่งของอุปสงค์ปริมาณมากสำหรับหุ้นก็คือนักลงทุนกลุ่มสถาบัน อย่างเช่น กองทุนรวม กองทุนเพื่อการเกษียณ บริษัทประกันภัย เป็นต้น โดยสรุปแล้ว เราควรจะเลือกซื้อหุ้นที่อย่างน้อยที่สุดก็มีการสนับสนุนจากสถาบันอยู่บ้าง และมีประวัติผลงานในช่วงที่ผ่านมาดีกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งทำให้สถาบันเข้ามาถือครองมันมากขึ้นในหลายไตรมาสที่ผ่านมา

ส่วนสุดท้ายจะเป็นการมองภาพรวมทั้งหมด แม้เพื่อนๆ อาจจะวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้อย่างถูกต้อง แต่หากตลาดกำลังอยู่ในทิศทางขาลงแล้ว หุ้น 3 ใน 4 ของทั้งหมด มักจะร่วงลงไปพร้อมกับค่าเฉลี่ยของตลาด เพราะฉะนั้นเพื่อนๆ ควรจะมีเครื่องมือในการวิเคราะห์ทิศทางของตลาดได้อย่างถูกต้อง และยังจำเป็นจะต้องรู้ว่ามันเป็นช่วงแรกหรือช่วงหลังของแนวโน้มแล้ว โดยโอนีลได้แนะนำหนึ่งในวิธีระบุทิศทางของตลาดที่คิดว่าทุกคนน่าจะสามารถทำได้ คือ การติดตาม แปลผล ทำความเข้าใจ และดูอย่างละเอียดที่กราฟรายวันของดัชนีตลาด (Daily Index Chart) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาและปริมาณการซื้อขาย โอนีลเชื่อว่าด้วยความอดทนและการฝึกฝน ไม่นานเพื่อนๆ ก็จะวิเคราะห์ตลาดได้เหมือนกับมืออาชีพที่แท้จริง
นอกจากระบบ CAN SLIM แล้ว หนังสือของโอนีลในส่วนที่เหลือยังได้พูดถึงการเรียนรู้ในด้านอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับนักลงทุน อย่างจังหวะเวลาในการขาย การตัดขาดทุน หรือรูปแบบของหุ้นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเพื่อนๆ ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติมก็สามารถหามาอ่านเพิ่มพูนความรู้กันได้ตามสะดวกเลยครับ