ยกระดับพอร์ตด้วย Money management

‘Money management’ หนึ่งในส่วนผสมสำคัญต่อความสำเร็จในการลงทุน
โดยทั่วไปแล้ว เพื่อนๆ ที่ก้าวเข้ามาลงทุนอาจจะพยายามมองหากลยุทธ์หรือระบบการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดเป็นอันดับแรก แต่จริงๆ แล้ว การจะลงทุนให้ประสบความสำเร็จ การพึ่งแต่กลยุทธ์หรือระบบที่ดีเพียงอย่างเดียว อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะองค์ประกอบสำคัญอีก 2 อย่างที่เพื่อนๆ ควรจะมีด้วย คือ การบริหารจัดการเงินทุนให้เป็นระบบ และจิตวิทยาการลงทุนที่ดี วันนี้สตางค์คุงเลยอยากจะลองชวนเพื่อนๆ มาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่อง Money management กันก่อนนะครับ

หากแปลกันแบบตรงตัว Money management มันก็คือ ‘การบริหารจัดการเงิน’ หากเรามองเป็นเครื่องมือช่วยเหลืออย่างหนึ่ง มันก็น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราบริหารจัดการเงินทุนของเราอย่างเป็นระบบ โดยมีปัจจัยสำคัญที่เราจะคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ คือ ความเสี่ยงและผลตอบแทน (Risk & Reward)
แล้วทำไมเราถึงจำเป็นจะต้องมีเจ้า Money management มาคอยช่วยเหลือกันด้วยหละ สำหรับเพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์ในการลงทุนมาบ้าง อาจจะเคยประสบกับปัญหาต่างๆ จนทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นขาดทุน อย่างเช่น เทรดยังไงก็ไม่รวยสักที ได้กำไรมาติดๆ กัน แต่พอขาดทุนครั้ง สองครั้ง คืนกำไรไปหมด หรือ จะซื้อหุ้นแต่ละตัว ควรจะซื้อเท่าไหร่ดี ทุ่มหมดตัว ซื้อครึ่งเดียว หรือซื้อแค่ 1 ใน 3 พอ? ตัวอย่างของปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นที่มาของความจำเป็นที่เราจะต้องมีเจ้า Money management เข้ามาคอยช่วยเหลือแล้วหละ

ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง หรือง่ายๆ เลย คือ ไม่มีใครรู้อนาคตล่วงหน้า เพราะฉะนั้นทุกคนที่เข้ามาลงทุน ย่อมเป็นผู้ที่แบกรับความเสี่ยง และในเมื่อมันมีความเสี่ยงเกิดขึ้นแล้ว เราจะควบคุมอย่างไรเพื่อไม่ให้ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั้น สร้างความเสียหายให้เรามากจนเกินไป อย่างเช่น หากเราปล่อยให้เกิดการขาดทุนถึง 50% เราจะต้องสร้างกำไรถึง 100% เพียงเพื่อจะกลับมาแค่เท่าทุน หรือหากเราขาดทุนติดต่อกันถึง 5 ครั้ง แต่เราจำกัดการขาดทุนเพียงแค่ 2% ต่อครั้ง ในครั้งที่ 6 การทำกำไรเพียง 12% ก็เพียงพอจะทำให้เรากลับมามีกำไรได้แล้ว

ทุกคนมีเงินทุนจำกัด ไม่ว่าจะเป็นคนในระดับฐานะเท่าใด เงินที่นำมาลงทุน ณ ขณะนั้น ย่อมมีจำกัด เพราะฉะนั้น การจัดสรรเงินให้พอเหมาะ พอดี กับการลงทุนในแต่ละครั้ง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างกำไรให้กับเรา และยังช่วยให้เรามีสภาพคล่องเพียงพอต่อโอกาสที่อาจจะเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัว

เพราะหากเราซื้อขายอย่างเป็นระบบ รู้ความเสี่ยง และผลตอบแทนที่เราคาดหวังตั้งแต่แรก สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดเมื่อเกิดสถานการณ์ใดๆ ขึ้นมา แต่ในมุมกลับกัน สมมติว่าเพื่อนๆ ตัดสินใจเข้าลงทุนด้วยเงินทุนทั้งหมดที่มี เมื่อราคาหุ้นแกว่งขึ้นหรือลง ก็อาจจะทำให้เพื่อนๆ ตัดสินใจซื้อขายผิดพลาดได้ง่ายขึ้น เพราะอารมณ์ร่วมต่อการลงทุนในครั้งนั้นมักจะมากขึ้นตามไปด้วย

จากที่เล่ามานี้ เพื่อนๆ น่าจะพอเข้าใจในหลักการเบื้องต้นของ Money management กันแล้ว ถัดมาผมอยากจะลองแนะนำวิธีในการทำ Money management อย่างง่าย ที่เพื่อนๆ จะสามารถนำไปปรับใช้ รวมถึงใช้เป็นแนวทางในการศึกษาต่อยอดเพิ่มเติมกันได้ต่อไป โดยในที่นี้ผมอยากจะให้เพื่อนๆ เริ่มต้นด้วยการสำรวจตัวเองดูก่อนว่า ‘เราเป็นใคร?’ และ ‘เป้าหมายการลงทุนของเราคืออะไร’ หากเพื่อนๆ สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้แล้ว เชื่อว่าการบริหารพอร์ตของเพื่อนๆ น่าจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในขั้นตอนแรกนี้ เพื่อนๆ แต่ละคนน่าจะมีการยอมรับความเสี่ยงได้แตกต่างกันไป ทำให้ตัวเลขความเสี่ยงที่จะกำหนดขึ้นมาไม่ได้เป็นสิ่งตายตัว แต่จากที่สตางค์คุงลองศึกษามาในเบื้องต้น ‘กฎ 6% และ กฎ 2%’ น่าจะพอเป็นแนวทางได้ 
สำหรับกฎทั้ง 2 ข้อนี้ จะอนุญาตให้เราเสี่ยงต่อการลดลงของเงินทุนรวมทั้งหมดไม่เกิน 6% และขาดทุนต่อ 1 สถานะของเราได้ไม่เกิน 2% สมมติว่า เพื่อนๆ มีเงินทุน 100,000 บาท ความเสี่ยงที่เพื่อนๆ จะยอมให้เกิดขึ้นได้รวมกันต้องไม่เกิน 6,000 บาท (6% ของเงินลงทุนรวม) ขณะเดียวกันความเสี่ยงที่เพื่อนๆ จะยอมให้เกิดขึ้นต่อหุ้นแต่ละตัวที่เข้าไปซื้อจะต้องไม่เกิน 2% ซึ่งก็คือ 2,000 บาท นั่นเอง

ขั้นตอนนี้จะเป็นเหมือนการเผื่อใจยอมรับในความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น โดยวิธีในการหาจุดตัดขาดทุนก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่แต่ละคนใช้ สมมติว่า เพื่อนๆ จะเข้าไปซื้อ PTT ที่ 400 บาท กำหนดจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 390 บาท เพราะฉะนั้นความเสี่ยงต่อหน่วยของการซื้อครั้งนี้คือ 10 บาท

ขั้นตอนนี้เกิดจากการนำเอา 2 ส่วนแรก มาคำนวณ โดยนำ ความเสี่ยงรวมต่อเงินลงทุนที่เพื่อนๆ กำหนดไว้ (ขั้นตอนแรก) หารด้วย ความเสี่ยงต่อหน่วยของหุ้นที่จะเข้าไปซื้อ (ขั้นตอน 2) 
เพราะฉะนั้น จากตัวอย่าง หากเพื่อนๆ ต้องการซื้อ PTT ที่ 400 บาท กำหนดจุด stop loss ที่ 390 บาท เท่ากับมีความเสี่ยง 10 บาท โดยเรากำหนดว่าจะเสี่ยงไม่เกิน 2% ของเงินลงทุน 100,000 บาท เพราะฉะนั้น ระบบ Money management ที่เราใช้จะกำหนดให้เพื่อนๆ สามารถซื้อ PTT ได้ไม่เกิน 200 หุ้น เกิดจากการนำ (100,000×2%)÷10

และหากเพื่อนๆ เกิดสนใจหุ้นตัวอื่นเพิ่มเติม ก็สามารถใช้หลักการเดียวกัน เพียงแต่ว่า ความเสี่ยงรวมจะต้องไม่เกิน 6% หรือพูดง่ายๆ คือ ระบบจะอนุญาตให้เราซื้อหุ้นได้ไม่เกิน 3 ตัว หากเรากำหนดความเสี่ยงไว้ตัวละ 2% แต่ถ้าอยากซื้อมากกว่า 3 ตัวหละ เพื่อนๆ ก็ต้องลดความเสี่ยงของแต่ละตัวลงมานั่นเอง
สมมติว่า เราซื้อหุ้นเข้ามาแล้ว 3 ตัว กำหนดความเสี่ยงไว้ตัวละ 2% รวมเป็น 6% ของเงินทุนรวม หากเพื่อนๆ เกิดสนใจหุ้นตัวที่ 4 ก็อาจจะลดจำนวนหุ้นตัวใดตัวหนึ่งใน 3 ตัวแรกลง เพื่อให้ความเสี่ยงโดยรวมลดลง และมีความเสี่ยงเหลือพอจะให้เราเข้าไปซื้อตัวใหม่เพิ่มได้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ วินัยในการทำตามกฎที่เราตั้งขึ้นมาแล้วให้ได้