ตรวจสุขภาพหุ้นด้วย อัตราส่วนทางการเงิน

สตางค์คุงเชื่อว่า การจะซื้อหุ้นสักตัวนั้นไม่ยาก เพราะในตลาดมีหุ้นอยู่มากมาย แต่การจะซื้อหุ้นที่ดีสักตัว เพื่อนๆ คงจะต้องเลือกให้มากขึ้น วันนี้ผมเลยอยากจะลองแนะนำแนวทางสำหรับคัดกรองหุ้นในเบื้องต้น เหมือนกับการตรวจเช็คสุขภาพในเบื้องต้น เพื่อคัดเอาหุ้นที่แข็งแรงท่ามกลางหุ้นหลายร้อยตัวในตลาด ซึ่งแนวทางที่สตางค์คุงมักจะใช้คัดกรองในเบื้องต้นนี้ชื่อว่า ‘อัตราส่วนทางการเงิน’ จริงๆ แล้ว อัตราส่วนทางการเงิน ก็มีอยู่เยอะอีกเช่นกัน แต่ในที่นี้สตางค์คุงอยากจะเลือกแนะนำเฉพาะส่วนที่คิดว่ามีประโยชน์และใช้งานได้ง่าย ซึ่งเพื่อนๆ สามารถหาข้อมูลเหล่านี้ได้จากหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ หรืองบการเงินที่บริษัทเปิดเผยออกมา

“Price to Earnings Ratio (P/E) หรือ ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น” 
น่าจะเป็นอัตราส่วนที่เพื่อนๆ น่าจะรู้จักและคุ้นหูกันเป็นอย่างดี โดยเจ้า P/E นี้เกิดจากการนำ ‘ราคาหุ้น (P) หารด้วย กำไรต่อหุ้น (E)’ ซึ่งตามหลักการทั่วไปแล้ว ค่า P/E ที่ต่ำกว่าจะถูกมองว่ามีความคุ้มค่ามากกว่าในการลงทุน แต่ทั้งนี้ การเปรียบเทียบโดยใช้ค่า P/E ควรจะเปรียบเทียบระหว่างหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การมองหาแต่หุ้นที่มีค่า P/E ต่ำๆ เพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้เพื่อนๆ พลาดโอกาสในหุ้นกลุ่มเติบโต หรือหุ้นที่กำลังฟื้นตัวไปได้เช่นกัน เพราะกลุ่มหุ้นเหล่านี้ มักจะมีค่า P/E ในปัจจุบันที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมไปมาก แต่ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะหุ้นเหล่านี้กำลังจะมีการเติบโตสูงตามมาในอนาคต

“PEG Ratio” 
เป็นอัตราส่วนที่ช่วยให้ขยายค่า P/E ให้เห็นภาพไปในอนาคตมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นการนำ ‘ค่า P/E ในปัจจุบัน หารด้วย คาดการณ์การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (G)’ ซึ่งหลักทั่วไปของการนำไปใช้คือ หุ้นที่มีค่า PEG ต่ำกว่า 1 จะถูกมองว่าเป็นหุ้นที่คุ้มค่าต่อการลงทุน แต่ทั้งนี้ การนำค่า PEG มาใช้อาจจะต้องระมัดระวังในเรื่องของการคาดการณ์การเติบโต ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่แน่นอน หากเรามองการเติบโตสูงเกินไป ราคาหุ้นที่เหมาะสมก็อาจจะเพี้ยนไปได้เช่นกัน

“Dividend Yield หรือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล” 
เป็นสิ่งที่ช่วยให้เพื่อนๆ พอจะเห็นภาพว่าหากเราถือหุ้นตัวนั้นๆ ไว้ ในแต่ละปีจะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุน โดย Dividend Yield เกิดจากการนำ ‘เงินปันผลต่อหุ้น หารด้วย ราคาหุ้น’ ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ อย่างเช่น เราซื้อหุ้น A ราคา 5 บาท ได้เงินปันผล 0.25 บาทต่อหุ้น เพราะฉะนั้น เราจะได้รับเงินปันผล 0.25÷5 = 5% ส่วนผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลที่ควรคาดหวัง ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละคน ซึ่งโดยส่วนมากแล้วมักจะกล่าวกันว่า ควรจะมากกว่าผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝาก เป็นอย่างน้อย

“Return on Equity (ROE) หรือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น” 
เป็นการวัดความสามารถในการทำกำไรของหุ้นนั้นๆ เมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น โดยสูตรที่ใช้คำนวณเกิดจาก ‘กำไรต่อหุ้น หารด้วย ส่วนของผู้ถือหุ้น’ ซึ่งค่า ROE นี้ หากยิ่งสูงจะยิ่งบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการทำกำไรที่ดี ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนมักจะมองหาหุ้นที่มีค่า ROE อย่างน้อย 15-20% ขึ้นไป

“Debt to Equity Ratio (D/E) หรืออัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น” 
เกิดจากการนำ ‘หนี้สินรวม หารด้วย ส่วนของผู้ถือหุ้น’ ซึ่งค่าที่ออกมานั้น ยิ่งต่ำจะยิ่งดี นอกจากจะเป็นการบ่งบอกว่าหุ้นนั้นๆ มีภาระหนี้น้อยแล้ว หากมองในแง่การระดมทุนเมื่อจำเป็นต้องลงทุน หรือมีโอกาสเข้ามา หุ้นเหล่านี้จะมีความสามารถในการขยายกิจการได้มากกว่าด้วย ทั้งนี้ ในภาวะปกติที่บริษัทยังไม่ได้ขยายการลงทุนมาก ค่า D/E ก็อาจจะไม่เกิน 1 เท่า หรือต่ำกว่านี้

“Current Ratio หรือ อัตราส่วนสภาพคล่องทางการเงิน” 
หาได้จากการนำ ‘สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน’ โดยค่าที่ได้ออกมานั้น ควรจะมากกว่า 1.5 เท่า หรือยิ่งมากจะยิ่งดี ซึ่งในส่วนนี้จะสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทมีสภาพคล่องสูง

“Net Profit Margin หรือ อัตรากำไรสุทธิ” 
เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพในการทำกำไรของบริษัท ยิ่งอัตรากำไรสุทธิสูง แปลว่าบริษัทสามารถเปลี่ยนรายได้มาเป็นกำไรได้มาก โดยอัตราส่วนนี้หาได้จาก ‘กำไรสุทธิ หารด้วย ยอดขายรวม’ นอกจากนี้ การที่บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิสูง ยังเป็นสิ่งที่ช่วยปกป้องกำไรเอาไว้ในภาวะที่ไม่ปกติ อาทิ เศรษฐกิจฝืด การปรับโครงสร้างธุรกิจ ซึ่งอาจจะทำให้ยอดขายลดลง หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าย่อมกระทบต่อภาพรวม แต่กับบริษัทที่มีส่วนเผื่อตรงนี้ จะช่วยให้บริษัทยังทำกำไรได้ แม้จะเป็นกำไรที่ลดลง

ที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ สตางค์คุงหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ชาว SBI Thai Online ไม่มากก็น้อย และมากไปกว่านั้น สตางค์คุงอยากจะให้เพื่อนๆ ลองใช้ข้อมูลนี้เป็นแนวทาง เพื่อที่จะได้นำไปศึกษาต่อ เพราะธรรมชาติของหุ้นแต่ละตัว แต่ละอุตสาหกรรมก็ย่อมแตกต่างกันออกไป ยิ่งเรามีความรู้ลึกลงไปมากขึ้น และเข้าใจเครื่องมือที่เราใช้อย่างแท้จริง สตางค์คุงเชื่อว่าจะช่วยให้เพื่อนๆ ประสบความสำเร็จในการลงทุนได้อย่างแน่นอน