5 แนวทางกระจายการลงทุน ลดความเสี่ยง


ในภาวะตลาดโดยทั่วๆ ไป ย่อมมีหุ้นที่ขึ้นและหุ้นที่ลงปะปนกันไปในแต่ละวัน แน่นอนว่าทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง อย่างที่เพื่อนๆ ทราบกันดีอยู่แล้ว ฉะนั้น หากเราทุ่มเงินทุนทั้งหมดไปกับการซื้อหุ้นตัวเดียว ก็จะยิ่งเป็นการแบกรับความเสี่ยงเอาไว้เต็มที่ (ทั้งความเสี่ยงที่เป็นระบบ ซึ่งเกิดจากสภาพแวดล้อมโดยรวม เราไม่สามารถควบคุมได้ อาทิ อัตราดอกเบี้ย ภาวะเงินเฟ้อ และความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะกิจการ หรืออุตสาหกรรมหนึ่งๆ อาทิ ความเสี่ยงทางการเงิน ความเสี่ยงในการบริหาร) เมื่อเป็นเช่นนี้ การกระจายเงินลงทุนของเราไปยังหุ้นหลายๆ ตัว ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบลงได้ส่วนหนึ่ง เพราะหากหุ้นตัวหนึ่งที่เราเลือกซื้อเกิดไม่เป็นไปอย่างที่คาด เราก็ยังสามารถคาดหวังผลตอบแทนจากหุ้นตัวอื่นที่ถืออยู่ได้ ขณะเดียวกันความเสียหายจากหุ้นเพียงตัวเดียว เมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อเงินทุนรวมทั้งหมด ก็จะสัดส่วนที่ไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม การกระจายการลงทุนที่มากเกินไปก็อาจจะส่งผลเสียได้เช่นกัน โดยทั่วไปแล้ว มักจะมีการแนะนำว่าควรกระจายการลงทุนไปยังหุ้นไม่เกิน 4-5 ตัว หากมากกว่านี้จะทำให้เราไม่สามารถติดตาม ดูแล ได้อย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันยังเป็นการฉุดให้ผลตอบแทนของหุ้นที่ดีต่ำลงไปด้วย เพราะเงินทุนที่จัดสรรลงไปนั้นน้อยเกินไป และทำให้การเติบโตของพอร์ทยากขึ้น

เป็นเหมือนการมองต่อยอดมาจากการกระจายในหุ้นรายตัว บางครั้งเราอาจจะซื้อหุ้นหลายตัวจริง แต่หุ้นทุกตัวกลับอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน อย่างเช่น เรามี PTT อยู่แล้ว เราเลือกจะกระจายการลงทุนไปยัง PTTEP TOP และ BCP ซึ่งล้วนแต่เป็นหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมพลังงาน และได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันทั้งสิ้น ฉะนั้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันขึ้น ก็มีโอกาสที่หุ้นเหล่านี้จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันได้ เท่ากับว่าความเสี่ยงที่เราแบกรับในหุ้นแต่ละตัวก็ยังคงใกล้เคียงกัน ดังนั้น อุตสาหกรรมที่หุ้นแต่ละตัวทำธุรกิจอยู่ ก็เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเช่นกัน 

สำหรับเพื่อนๆ บางคนที่อาจจะไม่ได้มีเวลาเฝ้าติดตามหุ้นมากนัก หรืออาจจะเลือกลงทุนในลักษณะคล้ายการออม อย่างการลงทุนในรูปแบบของ Dollar-cost average หรือ DCA ซึ่งเป็นการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน ช่วยให้ความเสี่ยงในเรื่องของช่วงเวลาลดลงไปได้ เพราะการลงทุนในรูปแบบนี้จะไม่ได้สนใจระดับราคาในแต่ละช่วงเวลา แต่จะทยอยลงทุนเท่าๆ กันในแต่ละงวดไปเรื่อยๆ 

เพื่อนๆ อาจจะมอง ‘แหล่งลงทุน’ ทั้งในรูปแบบของพื้นที่ หรือสินทรัพย์ หากมองในรูปแบบของพื้นที่ลงทุนนั้น เราอาจจะเลือกจัดสรรเงินของเราเพื่อลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยกระจายโอกาส และลดความเสี่ยงลงมาได้ เพราะการลงทุนในทุกวันนี้ได้รับอิทธิพลจากการไหลของเงิน (Fund flow) พอสมควร สมมติว่า เงินลงทุนย้ายจากภูมิภาคเอเชีย กลับไปยุโรป ตลาดทุนในประเทศไทย ก็อาจจะชะลอลง เมื่อเทียบกับยุโรปได้ ในอีกมุมหนึ่ง การมองแหล่งลงทุนในรูปแบบของสินทรัพย์นั้น เพื่อนๆ อาจจะกระจายความเสี่ยงโดยการกระจายการลงทุนไปยังหลายๆ รูปแบบ อาทิ ตราสารหนี้ เงินฝาก ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ โดยหลักการกระจายความเสี่ยงในเบื้องต้น คือการกระจายน้ำหนักการลงทุนตามที่เรายอมรับได้ สมมติว่า เรารับความเสี่ยงได้สูง สัดส่วนการลงทุนในตลาดทุนก็อาจจะสูงหน่อย กลับกันหากเรารับความเสี่ยงได้ต่ำ เราอาจจะเน้นไปที่ตราสารหนี้ หรืออสังหาริมทรัพย์ ในสัดส่วนที่มากกว่า เป็นต้น

กลยุทธ์การลงทุนที่ดีเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จจากการลงทุนมากขึ้น มาดูตัวอย่างกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจในหน้าต่อไปได้เลยครับ มาดูตัวอย่าง 4 กลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจกันเลยครับ

กลยุทธ์ Trend Following ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและยาวนานควบคู่กับการลงทุนจนถึงปัจจุบัน โดยกลยุทธ์นี้จะเน้นการลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ใดๆ ที่ก่อตัวขึ้นมาเป็นแนวโน้ม(Trend) ให้เห็นอย่างชัด หลังจากนั้นก็จะถือการลงทุนนั้นๆ ไปจนกว่าจะมีสัญญาณหรือสิ่งที่บ่งชี้ว่าแนวโน้มนั้นได้จบลงไปแล้ว 

กลยุทธ์ Buy and hold เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งการเลือกซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์สักอย่างหนึ่ง และถือสินทรัพย์นั้นเอาไว้ในระยะยาว ซึ่งแนวคิดของกลยุทธ์นี้เชื่อว่าตลาดสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว หากเราซื้อสินทรัพย์นั้นๆ เข้ามาด้วยราคาที่สมเหตุสมผล โดยผี้ที่ใช้กลยุทธ์นี้จะมองข้ามความผันผวนในระยะสั้น และไม่ได้สนใจกับการจับจังหวะของตลาดมากนัก 

กลยุทธ์ Swing trading เป็นลักษณะของการจับจังหวะตลาดซึ่งตามธรรมชาติแล้วจะมีการแกว่งตัวขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในยามที่ตลาดวิ่งอยู่ในกรอบ ซึ่งกลยุทธ์นี้จะเน้นการเข้าไปซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาอยู่ในบริเวณกรอบล่าง และขายออกเมื่อราคาขึ้นไปชวนกรอบบน หรือแม้แต่ในตลาดที่เป็นแนวโน้ม กลยุทธ์นี้ก็สามารถทำได้โดยการเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัว และขายออกไปเมื่อราคาทะลุขึ้นไปสูงกว่าเดิม 

กลยุทธ์ Contrarian เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการมองหาภาวะผิดปกติที่เกิดขึ้นในตลาด ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่เกิดจากความต้องการ ซื้อ หรือ ขาย ที่มากเกินกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น ทำให้คนส่วนใหญ่แห่ไปในทิศทางนั้นแบบไม่สมเหตุสมผล ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดสำหรับกลยุทธ์นี้คือ แนวคิดการลงทุนในภาพยนตร์เรื่อง Big short ที่สร้างมาจากเรื่องจริงของ วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ เมื่อปี 2008

แต่ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีกลยุทธ์ใดจะสามารถเป็นผู้ชนะได้ในทุกๆ สภาวะตลาด เพราะแต่ละกลยุทธ์ย่อมมีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป ฉะนั้นการกระจายความเสี่ยงด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลาย ก็จะช่วยให้เพื่อนๆ ลดความเสี่ยงลงไปได้ อย่างกลยุทธ์ซื้อตามแนวโน้ม อาจจะใช้ได้ดีในยามที่ตลาดมีแนวโน้มชัดเจน กลับกันหากตลาดแกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบ กลยุทธ์นี้ก็อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีนัก ฉะนั้นการที่เพื่อนๆ พัฒนากลยุทธ์ขึ้นมาหลากหลาย และจัดสรรเงินลงทุนไปในแต่ละรูปแบบ ก็สามารถลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงรูปแบบเดียวได้ โดยเฉพาะในยามที่ตลาดไม่เอื้ออำนวยในแบบที่เราหวังไว้