การวิเคราะห์กิจการด้วย ROE

ต่อจากเรื่องของงบดุลครั้งที่แล้ว เรารู้กันแล้วว่าทรัพย์สินของกิจการจะถูกจัดซื้อจัดหามาจาก เงินส่วนที่เจ้าของลงทุน และเงินส่วนของเจ้าหนี้ เช่น ธนาคารที่ปล่อยกู้ เป็นต้น การที่เราซื้อหุ้นมาก็เหมือนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของกิจการ สิ่งที่เจ้าของกิจการส่วนใหญ่สนใจคือ กิจการที่เราซื้อหุ้น มีความสามารถในการทำกำไร(หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดและจ่ายดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้แล้ว) ได้ดีหรือไม่ โดยดูผ่านอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น หรือ ROE (Return on Equity) นั่นเอง วันนี้เราไปทำความเข้าใจในรายละเอียดของ ROEกัน และเราจะมาดูกันว่าหลักการประเมินกิจการผ่านตัวเลข ROE เค้าทำกันยังไงครับ 

วิธีคำนวณ ROE อาจทำได้โดย นำกำไรสุทธิสิ้นปี(Net Profit) มาหารด้วย ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (สามารถคำนวณได้จากการนำส่วนของผู้ถือหุ้นต้นปี มาบวกกับส่วนของผู้ถือหุ้นปลายปี และหารด้วยสอง)

ถ้า ROE เท่ากับ 10% จะแปลว่าทุก 100 บาทที่นักลงทุนลงทุนไปบริษัทสามารถนำเงินนั้นไปทำกำไรกลับมา 10 บาท นั่นเอง

โดยปกติเราสามารถนำค่า ROE ไปใช้เปรียบเทียบบริษัทต่างๆ เพื่อตรวจสอบดูความสามารถของผู้บริหารในการบริหารเงินลงทุนของบริษัท เช่น บริษัท A. มี ROE เท่ากับ 10% เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัท B. ที่มี ROE 20% แล้ว เราจะเห็นว่า บริษัท B. มีความสามารถในการทำกำไรมากกว่าถ้าจำนวนเงินลงทุนนั้นเท่ากัน แต่การเปรียบเทียบแบบนี้เป็นแค่การเปรียบเทียบเชิงปริมาณ เรายังต้องดูในเชิงคุณภาพด้วย การวิเคราะห์เชิงคุณภาพก็เช่น บริษัทมีความสามารถที่จะรักษาระดับ ROE ให้อยู่ในระดับที่ดีอย่างสม่ำเสมอ หรือไม่ ถ้าบริษัทไหนทำได้ก็จะเป็นบริษัทที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่า บริษัทมีการบริหารงานที่ดี สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง

ในประเทศไทย ถ้าเราไปลองคำนวณ ROEของหุ้นแต่ละตัว เราจะสังเกตเห็นได้ว่า หุ้นหลายๆตัวจะมีระดับROE ที่ค่อนข้างผันผวน เพราะจะมีอยู่หลายตัวที่เป็นหุ้นวัฐจักร เช่น หุ้นที่กิจการทำธุรกิจน้ำมัน วัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี เหล็ก กระดาษ หรือ ผลิตภัณฑ์การเกษตร เนื่องจากราคาขายและต้นทุนของสินค้าจะมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้กำไรจะผันผวนตามและทำให้ROEผันผวนไปด้วย ถ้าปีไหนราคาสินค้าลดลงก็จะทำให้บริษัทมี ROE ในปีนั้นต่ำ แต่ถ้าเป็นปีขาขึ้น สามารถขายสินค้าได้ราคาดีกำไรก็จะสูง ROE ของบริษัทในปีนั้นสูงตามขึ้นไปด้วย วิธีดูว่าหุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นวัฐจักรหรือไม่ ทำได้โดยดู ROE ย้อนหลังซัก10ปี ถ้าพบว่า ROE มีลักษณะที่มากบ้างน้อยบ้างสลับกันไปก็สันนิษฐานได้ว่า บริษัทนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักร ก็อาจจะต้องเลือกจังหวะเวลาที่เข้าลงทุน ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากกว่าหุ้นที่มี ROEสม่ำเสมอ

ทีนี้หลังจากที่เราลองวิเคราะห์ดูความสม่ำเสมอของ ROE แล้ว เรายังต้องรู้ถึงเนื้อในของROE ด้วยว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้ROEสูงได้บ้าง ถ้าเรากลับมาย้อนดูสูตรของROE เราจะเห็นว่า ตัวตั้งคือกำไร และตัวหารคือ ส่วนของผู้ถือหุ้น การที่จะทำให้ROEสูงๆได้ ถ้าคิดตามสูตรเลขง่ายๆเลย ก็คือ กำไรหรือตัวตั้งต้องเยอะๆ หรือไม่ส่วนของผู้ถือหุ้นต้องน้อยๆ ใช่มั้ยครับ การที่กำไรเยอะๆ สามารถทำได้โดยบริหารการขายดีๆ ลดค่าใช้จ่าย ซึ่งยิ่งทำได้มากยิ่งดี แต่ในทางกลับกัน การที่ส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยๆหมายความว่ายังไง ? มันหมายความว่า บริษัทใช้เงินลงทุนส่วนใหญ่จาก เงินกู้หรือหนี้สิน และใช้เงินจากผู้ถือหุ้นน้อยๆ คือพยายามไม่รบกวนผู้ถือหุ้นมากนั่นแหละ ซึ่งถ้าเรากู้หนี้มาสร้างผลกำไรตอบแทนได้มากกว่าดอกเบี้ยและมีเงินพอจ่ายคืนหนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใช่มั้ยครับ แต่ก็ต้องระวังด้วยว่า ยิ่งกู้มากเท่าไหร่ ถึงแม้จะดีกับค่าROE แต่ภาระหนี้สินกับดอกเบี้ยจ่ายก็อาจจะสูงตามไปด้วย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของกิจการ โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤติ

โดยสรุป ROE สามารถใช้เพื่อเป็นตัวคัดกรองได้ดี แต่ต้องวิเคราะห์ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ และอาจต้องดูร่วมกับตัวเลขตัวอื่นประกอบด้วย เช่น เวลาเห็นROE สูงๆ อาจต้องแอบไปดู อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนด้วยว่ามีหนี้สินสูงเกินไปมั้ย เป็นต้น การรู้ค่าROEอาจเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้ที่จะหา 
บริษัทที่น่าสนใจ ยังไงก็ตามก็ต้องศึกษาปัจจัยพื้นฐานประเด็นอื่นๆ ประกอบด้วย จะได้ตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจนะเมี้ยว