จับจังหวะขายให้ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

เพื่อนๆ ที่เข้ามาลงทุนในตลาด อาจจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘การซื้อหุ้นในจังหวะที่ดี จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไร’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การซื้อในจังหวะที่ดีอาจจะยังไม่เพียงพอ หากเราขายออกไปในจังหวะที่แย่ เพราะส่วนต่างของกำไรที่จะเกิดขึ้นจริงๆ นั้น จะเกิดขึ้นหลังจากที่เพื่อนๆ ขายออกไปแล้วเท่านั้น ฉะนั้น จึงมีคำกล่าวในอีกด้านหนึ่งขึ้นมาว่า ‘การขายในจังหวะที่ดี เป็นการรับประกันว่าเราจะได้กำไรจริงๆ’
ครั้งนี้สตางค์คุงเลยอยากจะพูดถึงแนวทางในการตัดสินใจที่จะขายหุ้นออกไป เผื่อว่าเพื่อนๆ จะสามารถนำไปต่อยอด และพัฒนาเป็นระบบในการลงทุนส่วนตัวให้ดียิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ ผมอยากให้เพื่อนๆ คิดไว้เสมอก่อนที่เราจะซื้อหุ้นสักตัวว่า เราคาดหวังอะไรจากการซื้อหุ้นตัวนี้? เก็งกำไร รับเงินปันผล หรือลงทุนระยะยาว เพราะเหตุผลที่เราซื้อหุ้นในแต่ละครั้ง จะเป็นตัวกำหนดแผนการซื้อและขายของเรานั่นเอง 

การกำหนดเป้าหมายที่เราจะขายหุ้นออกไป จะช่วยให้เราสามารถรักษากำไรที่เกิดขึ้นเอาไว้ได้ส่วนหนึ่งเสมอ โดยทั่วไประดับที่เราจะขายหุ้นออกไปนี้ มักจะกำหนดขึ้นจากแนวต้านซึ่งมีนัยสำคัญในอดีต ซึ่งก็คือระดับราคาที่เคยมีการซื้อขายกันมากในช่วงที่ผ่านมาอย่างไรก็ดี การที่เราตัดสินใจขายหุ้นออกไปเมื่อถึงเป้าหมายนี้ ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องขายออกไปทั้งหมดในคราวเดียว โดยอาจจะแบ่งสัดส่วนหุ้นที่จะขายออกเป็น 2 ส่วน หรือ 3 ส่วน เพราะบางครั้งหุ้นที่กำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นก็มีโอกาสที่จะทะลุแนวต้านสำคัญขึ้นไปได้ทันที หรือบางกรณีการย่อตัวของราคาหุ้นหลังจากชนแนวต้าน อาจเป็นเพียงแค่การปรับฐานระยะสั้นเท่านั้น

อย่างที่เพื่อนๆ ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ‘จุดตัดขาดทุน’ เป็นเหมือนเครื่องมือป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายที่มากเกินไปต่อเงินลงทุนของเรา และสิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ การมีวินัยที่จะทำตามแผนตัดขาดทุนที่เราวางเอาไว้ด้วย อย่างไรก็ตาม การตัดขาดทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพและบ่อยครั้งเกินไป ก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับพอร์ตเราได้เช่นกัน ฉะนั้น การกำหนดจุดตัดขาดทุนที่เหมาะสมจะช่วยให้เราจำกัดความเสี่ยง และไม่เสียโอกาสจากความผันผวนในระยะสั้นไปพร้อมกันๆ บางคนอาจจะเลือกใช้กำหนดจุดตัดขาดทุนเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ลดลงของราคาหุ้น เช่น ตัดขาดทุนเมื่อราคาหุ้นลดลง 7-8% หรือนักลงทุนแนวเทคนิคอลอาจเลือกใช้ระดับราคาในกราฟที่แสดงออกมา โดยจะยอมตัดขาดทุนเมื่อราคาหุ้นลดลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ เป็นต้น

แน่นอนว่าเมื่อเราตัดสินใจเข้าไปซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเรากำลังคาดหวังให้หุ้นเหล่านั้นปรับตัวขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม บางคนอาจจะคาดหวังว่ากำไรของหุ้นจะออกมาดี แต่หากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้ดีอย่างที่คิดไว้ กำไรของหุ้นตัวนั้นๆ ต่ำกว่าที่คาดไว้มาก การตัดสินใจขายหุ้นออกไปก่อนจะช่วยป้องกันความเสี่ยงที่มากเกินกว่าที่เราคิดไว้ และยังช่วยให้เราสามารถกลับมาทบทวนสิ่งที่คิดไว้ได้เช่นกัน นอกจากนี้ สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอาจจะเกิดขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นเช่นกัน อย่างเช่น หุ้นที่กำไรออกมาเติบโตดีอย่างที่คาดการณ์ไว้ แต่ราคาหุ้นกลับไม่ตอบสนองต่อปัจจัยบวกอย่างที่คิดไว้ เหตุการณ์ในลักษณะที่ขัดแย้งนี้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนในเบื้องต้นให้เราต้องระมัดระวัง หรือตัดสินใจขายหุ้นในลักษณะนี้ออกไปก่อนได้เช่นกัน

เป็นการตัดสินใจที่จะขายหุ้นออกไปในขณะที่หุ้นนั้นๆ ได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาด และถูกห้อมล้อมไปด้วยข่าวดีมากมาย พร้อมด้วยปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติ หลังจากที่ราคาวิ่งขึ้นมาต่อเนื่องแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งการที่หุ้นถูกแย่งซื้อมากเกินไปนี้ ทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสสูงที่จะขยับขึ้นไปเกินกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น และหากเราลองพิจารณาในมุมของนักลงทุนรายใหญ่ซึ่งมีหุ้นอยู่ในมือจำนวนมาก ช่วงที่ความต้องการ… ดูเพิ่มเติม

ในบางครั้งเราอาจจะกำลังถือหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแค่ในระดับ ‘พื้นๆ’ หรือเป็นหุ้นที่แทบจะไม่ขยับไปไหนเลยเป็นเวลานาน แม้เราอาจจะไม่ได้ขาดทุนจากหุ้นเหล่านี้ แต่การสลับไปหาโอกาสที่ดีกว่า ก็น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ดีได้ เพราะต้นทุนอย่างหนึ่งของการลงทุน คือ เวลา เพราะฉะนั้นอย่ายอมเสียเวลาไปกับการถือหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแค่ทั่วๆ ไป และควรจะมองหาโอกาสจากตลาดอยู่เสมอ