อัตราดอกเบี้ยกับผลกระทบต่อตลาดหุ้น

เพื่อนๆเคยสงสัยหรือไม่ครับว่าเวลาที่มีข่าวการปรับดอกเบี้ย นี่คือดอกเบี้ยอะไร? ทำไมถึงต้องปรับดอกเบี้ย? และ ทำไมนักลงทุนในตลาดหุ้นถึงให้ความสนใจกับเรื่องนี้? มันมีผลกระทบยังไงกับตลาดหุ้น? วันนี้สตางค์คุงขออาสามาไขข้อข้องใจเรื่องนี้ให้เพื่อนๆฟังกันนะครับ 
เวลาที่มีการพูดถึงการปรับดอกเบี้ย ส่วนใหญ่มักจะอ้างอิงถึงการปรับดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) ซึ่งก็คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศกำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นตัวอ้างอิงของอัตราดอกเบี้ยประเภทอื่นๆ เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยจากการลงทุนในพันธบัตร ตามหลักการแล้ว ธนาคารกลาง จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (ลดดอกเบี้ย) ในภาวะที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะตกต่ำ หรือในช่วงที่เงินเฟ้อภายในประเทศลดต่ำลง เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และในทางกลับกัน จะใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว (เพิ่มอัตราดอกเบี้ย) ในภาวะที่เศรษฐกิจร้อนแรงจนระดับของราคาสินค้าสูงขึ้น และระดับเงินเฟ้อภายในประเทศสูงขึ้น

เมื่อมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ทางสถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็นธนาคารหรือบริษัทไฟแนนซ์จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยที่คิดกับลูกค้าที่ยืมเงินไป นอกจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับขึ้นแล้ว การขึ้นของดอกเบี้ยยังครอบคลุมไปยังดอกเบี้ยในบริการอื่นๆ เช่น ดอกเบี้ยบัตรเครดิต ดอกเบี้ยบ้าน ดอกเบี้ยรถ การที่ลูกค้าต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นหมายถึงความสามารถในการจับจ่ายของลูกค้าลดลง และจะกระทบต่อรายได้และกำไรของกิจการอื่นๆเพราะลูกค้าใช้จ่ายน้อยลงนั่นเอง

กิจการจะได้ผลกระทบโดยตรงเนื่องจากกิจการส่วนใหญ่จะมีการยืมเงินจากธนาคารเพื่อใช้ในการดำเนินงานและขยายธุรกิจ เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายโดยภาพรวมจะสูงขึ้นด้วยและทำให้กำไรของกิจการลดลง รวมทั้งทำให้ธุรกิจบางส่วนชะลอการยืมเงินในส่วนเพื่อการลงทุน ซึ่งจะส่งผลให้การเติบโตของธุรกิจลดลง และสุดท้ายจึงส่งผลมายังราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงในที่สุด นอกจากนี้ด้วยความคาดหวังที่ลดลงในการเติบโตของกำไรและกระแสเงินสดในอนาคตของกิจการ จะทำให้การลงทุนในหุ้นขาดความน่าสนใจและดูมีความเสี่ยงมากเกินไปเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ
ยังไงก็ตาม ยังมีหุ้นในบางอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการขึ้นดอกเบี้ย โดยอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดคือธุรกิจในอุตสาหกรรมการเงิน เช่น ธนาคาร ประกันภัย และบริษัทfinance ต่างๆ เนื่องจากสามารถเรียกเก็บเงินจากการให้กู้ยืมได้มากขึ้นนั่นเอง (เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารมักจะปรับขึ้นช้ากว่าดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้ได้spreadที่กว้างขึ้นนั่นเอง)

เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ธนาคารกลางจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์มองว่าอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายและลงทุนมากขึ้น ประชาชนทั่วไปจะมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ธุรกิจจะทำการกู้ยืมเพื่อใช้ในการเข้าซื้อกิจการ และขยายธุรกิจ เพราะมีต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง ซึ่งจะป็นตัวเร่งให้กิจการมีอัตราการเติบโตของกำไรที่สูงขึ้น ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ในแง่ของนักลงทุน ผลตอบแทนของเงินฝากจะน้อยลงในช่วงที่มีการลดดอกเบี้ย ทำให้คนถอนเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่นหุ้นมากขึ้น เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่าทำให้มีการไหลของเงินเข้าตลาดหุ้นมากขึ้นและส่งผลในเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น

หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยที่เห็นได้ชัด คือกลุ่มอุตสาหกรรมที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ เช่น หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และกอง REIT

ถึงแม้ว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยภาพรวม การตีความว่าการลดดอกเบี้ยหมายถึงหุ้นขึ้นและการเพิ่มดอกเบี้ยหมายถึงหุ้นลงอาจเป็นการตีความที่ด่วนสรุปเกินไปหน่อย เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องดูประกอบด้วยเช่น ปัจจัยด้านความคาดหวังของผู้คนในตลาด บางครั้งสมมติว่านักลงทุนในตลาดอาจคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 0.5% แต่พอถึงเวลาจริง กลับลดแค่0.25% กรณีนี้ก็อาจทำให้หุ้นลงแทนที่จะขึ้นได้เช่นกัน เพราะความคาดหวังที่ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยที่ 0.5%ได้ถูกประเมินเข้าไปในตลาดก่อนหน้านี้แล้ว หรือในกรณีที่การลดดอกเบี้ยไม่สามารถกระตุ้นให้เจ้าของกิจการ กู้เงินมาลงทุนเพิ่มได้เศรษฐกิจก็อาจไม่เติบโตตามคาด กำไรของกิจการก็จะไม่เติบโต และราคาหุ้นในตลาดก็อาจจะลดลง แทนที่จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น นักลงทุนจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาความคาดหวังของตลาดและควรติดตามปัจจัยอื่นๆประกอบด้วยเช่น เมื่อลดดอกเบี้ยแล้วเราเห็นธุรกิจมาลงทุนเพิ่มขึ้นหรือไม่ ตัวเลขของเศรษฐกิจหลังปรับดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน เป็นต้น