4 แนวทางวาง stop loss

‘Stop loss’ หรือ ‘จุดตัดขาดทุน’ เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการจำกัดความเสี่ยงให้กับเพื่อนๆ ที่นำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น หรือตลาดอื่นๆ อย่าง อนุพันธ์ อัตราแลกเปลี่ยน โดยทั่วไปแล้วเพื่อนๆ น่าจะได้ยินและเรียนรู้เกี่ยวกับการ Stop loss มาบ้างอยู่แล้ว โดยหน้าที่หลักๆ ของมันก็ตรงตัว คือ ช่วยให้เรา ‘หยุดขาดทุน’ ซึ่งเพื่อนๆ ที่เคยติดดอยน่าจะทราบดีว่าการยอมรับผลขาดทุนเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ตามแผนที่เราวางไว้ มันย่อมดีกว่าการปล่อยให้ผลขาดทุนเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างแน่นอน เพราะสุดท้ายแล้ว หากผลขาดทุนนั้นมันมากเกินไป การจะทำกำไรกลับมาแค่เพียงเท่ากับต้นทุนเดิมนั้น จะต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอย่างมาก อย่าง การขาดทุนไป 50% หากจะกลับมาเท่าทุนนั้น จะต้องทำกำไรให้ได้ถึง 100%
ทั้งนี้ การกำหนดจุด Stop loss ส่วนมากแล้วจะอิงจากการลดลงของเงินลงทุนรวม แต่ในวันนี้สตางค์คุงอยากจะลองมาแชร์แนวทางในการวาง Stop loss ในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเพื่อนๆ น่าจะสามารถนำไปปรับใช้กับกลยุทธ์การลงทุนส่วนตัวได้

Percentage Stop

เป็นการกำหนดจุด Stop Loss โดยอิงจากเปอร์เซ็นต์การลดลงของราคาหุ้นที่เราเข้าซื้อ อย่างเช่น เราสามารถรับความเสี่ยงได้สูงสุด 7% จากราคาเข้าซื้อ หลังจากเข้าซื้อแล้ว เราจึงตั้งจุดตัดขาดทุนไว้หากราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปมากกว่า 7% จากต้นทุน สมมติว่าเราซื้อหุ้น A ที่ราคา 10 บาท เพราะฉะนั้น จุดตัดขาดทุนของเราจะอยู่ที่ 9.3 บาท หากราคาหุ้น A ลดลงต่ำกว่านี้ เราก็ต้องขายออกไปทันที

ในส่วนของ Percentage stop นี้ จะมีอีกลักษณะหนึ่งที่คล้ายกันคือ การกำหนดเปอร์เซ็นต์ขาดทุนสูงสุดจากเงินลงทุนรวมแทน เช่น เรารับความเสี่ยงสูงสุดได้ 5% ของเงินลงทุนรวม หากเรามีเงินลงทุน 100,000 บาท เราจะขายตัดขาดทุนออกไป หากเงินลงทุนลดต่ำลงกว่า 95,000 บาท

ข้อดีของการวาง Stop loss แบบนี้คือ เราจะรู้ว่าการซื้อหุ้นแต่ละครั้งมีความเสี่ยงสูงสุดเท่าไหร่ ทำให้เราสามารถบริหารจัดการเงินทุนได้ง่าย แต่ด้วยวิธีการนี้ก็อาจทำให้เราตัดขาดทุนในจังหวะที่ผิดพลาด อย่างเช่น การเข้าซื้อในจังหวะที่หุ้นกำลังวิ่งขึ้น หลังจากนั้นเกิดการปรับฐานระยะสั้นจนสูงกว่าเปอร์เซ็นต์ที่เราตั้งไว้ ทำให้เราต้องตัดขาดทุนออกไปก่อนที่หุ้นจะเด้งขึ้นต่อ เพราะฉะนั้น การใช้ Stop loss รูปแบบนี้อาจต้องผสมผสานกับการดูจังหวะตลาดด้วย

Chart Stop
หรือ การกำหนดจุดตัดขาดทุนโดยพิจารณาจากกราฟราคาหุ้น ซึ่งแนวทางการใช้กราฟในการหาจุด Stop loss มีค่อนข้างหลากหลาย โดยหนึ่งในวิธีที่คุ้นเคยกันมากที่สุด คือ การใช้แนวรับ (Support level) เป็นจุดในการตัดขาดทุน โดยแนวรับในกราฟราคานี้ อาจจะกำหนดจากจุดที่ราคามีการย่ำฐานหลายๆ ครั้ง จนสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นจุดที่ราคามักจะกลับทิศ หากปรับตัวลดลงมาชนในจุดนี้

นอกจากนี้ การกำหนดจุด Stop loss โดยใช้แนวรับ อาจจะมาจากการใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบต่างๆ อาทิ SMA EMA หรือ WMA ส่วนค่าที่จะเลือกใช้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนๆ สามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน อย่างการใช้เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น เช่น 10 วัน จะช่วยให้เพื่อนๆ ตัดขาดทุนได้เร็วขึ้น แต่ก็มีโอกาสจะถูกความผันผวนในระยะสั้นบีบให้ขายออกไปก่อนได้มากกว่า หรือการใช้เส้นค่าเฉลี่ยในระยะกลาง อย่าง 75 วัน ก็จะช่วยให้เพื่อนๆ ไปกับแนวโน้มใหญ่ของหุ้นได้ดีกว่า แต่ช่วงห่างของการตัดขาดทุนก็จะมากขึ้นตามมาด้วย
การ Stop loss ในรูปแบบนี้ จะช่วยให้เพื่อนๆ ติดตามสถานการณ์ของราคาหุ้นไปด้วยอยู่ตลอด แต่สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นมาคือ ความแม่นยำในการแปลความหมายของกราฟ เพราะกราฟเป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนสามารถเห็นได้เหมือนกัน ฉะนั้น ประสบการณ์จากการอ่านกราฟจะช่วยให้เราวาง Stop loss ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Volatility Stop
คือการวางจุดตัดขาดทุนโดยใช้ความผันผวนของราคามาช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งอาจจะใช้ผสมผสานกับการ Stop loss ในแบบอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะในลักษณะที่เรียกว่า Trailing stop หรือการเคลื่อนจุดตัดขาดทุนไปตามแนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคา สมมติว่า หุ้นที่เราซื้อวิ่งขึ้นไปตามที่คาดการณ์ไว้ แต่ธรรมชาติของหุ้นนั้นมักจะมีความผันผวนในระยะสั้นอยู่เสมอ การใช้จุดตัดขาดทุนในลักษณะนี้เข้ามาช่วย จะทำให้เราสามารถรักษากำไรที่เกิดขึ้นเอาไว้ได้ หากราคาหุ้นเกิดการกลับทิศอย่างรุนแรง

ซึ่ง SBITO มีเครื่องมือในการตั้ง Trailing stop ใน Streaming โดยเลือกในเลือกเมนู Conditional order ให้ทุกๆท่านได้ใช้กันด้วย

โดยหนึ่งในเครื่องมือที่นิยมใช้สำหรับการกำหนดจุด Stop loss ในรูปแบบนี้ คือ ATR (Average True Range) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยระบุระยะของความผันผวนในช่วงเวลาที่กำหนด ทำให้เราสามารถคาดเดาได้ว่าราคาของหุ้นนั้นๆ ใน 1 วัน มีโอกาสจะแกว่งตัวขึ้นลงในช่วงประมาณเท่าไหร่ ซึ่งคำนวณมาจากค่าเฉลี่ยของจำนวนวันที่เรากำหนดไว้ย้อนหลังไป
จุดเด่นของรูปแบบนี้คือ การรักษากำไรที่เกิดขึ้นเอาไว้ แต่ในมุมกลับกัน การขยับจุด Stop loss ขึ้นไปตามราคาหุ้น อาจทำให้เราพลาดกับแนวโน้มใหญ่ได้เช่นกัน และอาจจะทำให้เราต้องตัดสินใจซื้อขายบ่อยขึ้นด้วย

Time Stop
เป็นวิธีการตัดขาดทุนที่ไม่ได้อิงจากเวลาเป็นหลัก โดยทั่วไปแล้วการใช้ time stop มักจะใช้เพื่อปิดจุดบอดในเรื่องของการถือหุ้นที่ไม่เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เราต้องการ แต่ก็ไม่ได้ปรับตัวลงไปจนเราต้องตัดขาดทุนด้วยวิธีอื่น หรือเป็นภาวะ sideway แบบแคบๆ นั่นเอง 
ซึ่งในภาวะเช่นนี้ จะทำให้เราต้องเสียเวลาในการถือหุ้นนั้นๆ ไปเรื่อยๆ โดยที่จริงๆ แล้วเราอาจจะสามารถนำเงินลงทุนส่วนนั้นไปซื้อหุ้นตัวอื่นที่ให้ผลตอบแทนกลับมาได้ ส่วนระยะเวลาในการตัดขาดทุนหรือออกจากสถานะที่ถืออยู่นั้น ก็ขึ้นกับลักษณะการลงทุนของแต่ละคนด้วย 
แน่นอนว่าการวาง Stop loss รูปแบบนี้ จะช่วยให้เพื่อนๆ ไม่ต้องเสียเวลาไปกับหุ้นที่ยังไม่เลือกทิศทาง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เรามีโอกาสผิดพลาดในเรื่องของจังหวะเวลาได้ เพราะโดยทั่วไปแล้ว ไม่มีใครสามารถรู้อนาคตล่วงหน้าได้ว่าหุ้นจะเคลื่อนไหวเมื่อใด ฉะนั้น การเลือกใช้จุดตัดขาดทุนลักษณะนี้จึงต้องอาศัยประสบการณ์ และความเข้าใจลักษณะของตลาดเข้ามาช่วย