6 ลักษณะหุ้นที่ควรลีกเลี่ยง

โดยธรรมชาติของตลาดหุ้นที่มีความผันผวนและไม่สามารถคาดเดาได้ 100% ทำให้ตลาดหุ้นสามารถเป็นได้ทั้งแหล่งในการสร้าง ‘ความมั่งคั่ง’ และ ‘ความเสียหาย’ ให้กับนักลงทุนในตลาดได้พร้อมๆ กัน ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของตลาดหุ้นคือ มันมักจะมีหุ้นอยู่มากมายให้เราเลือกซื้อ แต่หุ้นที่เราต้องการ หรือหุ้นที่ดีจริงๆ แล้วนั้น มักจะเป็นสัดส่วนที่น้อยของตลาดอยู่เสมอ ฉะนั้นแล้ว เพื่อจะเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จจากการลงทุน เราจึงจำเป็นจะต้อง ‘เลือกให้ดี คัดสรรให้มาก’ และตัดหุ้นที่ไม่ควรจะสนใจออกไปให้ได้ ในครั้งนี้สตางค์คุงอยากจะลองแชร์เกี่ยวกับ ‘ลักษณะหุ้นที่ควรจะหลีกเลี่ยง’ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายกับเงินลงทุนของเราได้

แน่นอนว่า ‘กำไร’ คือ หัวใจสำคัญที่ช่วยผลักดันราคาหุ้นขึ้นไป หรืออย่างน้อยที่สุดก็ช่วยให้หุ้นเหล่านั้นสามารถให้ผลตอบแทนกลับมาได้ในรูปของเงินปันผล กลับกันหากหุ้นเหล่านั้นขาดทุนอยู่ตลอด ก็มีแนวโน้มที่ราคาหุ้นจะลดลงไปเรื่อยๆ ได้ เพราะฉะนั้น อย่าสนใจเพียงแค่ว่าหุ้นเหล่านั้นดูเหมือนจะราคาถูก หรือสนใจเพียงแค่ข่าวดีช่วงสั้นๆ อย่างเช่น การมีโครงการหรือการลงทุนใหม่ๆ ที่อาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการสร้างกำไรคืนมา ถึงแม้ข่าวดีเหล่านี้จะช่วยผลักดันราคาหุ้นขึ้นไปได้ในระยะสั้น แต่สุดท้ายหากบริษัทยังขาดทุน ผู้ถือหุ้นอย่างเราก็มีโอกาสจะขาดทุนตามไปด้วยเช่นกัน

ในที่นี้หมายถึงเงินทุนหมุนเวียนในบริษัทนั่นเอง แม้บริษัทจะสามารถโชว์กำไรให้เราเห็นได้ แต่เรื่องสภาพคล่องถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องระวัง โดยเฉพาะบริษัทที่มีหนี้สิน (ระยะสั้น) มากๆ ทำให้บริษัทยังมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย อย่างในปี 60 ที่ผ่านมา เพื่อนอาจจะพอได้ยินข่าวเกี่ยวกับบริษัทมีปัญหาสภาพคล่อง บางรายถึงกับผิดนัดชำระหนี้ สุดท้ายแล้วหุ้นของบริษัทเหล่านี้ล้วนดิ่งลงทั้งสิ้น ทั้งนี้ วิธีตรวจสอบสภาพคล่องในเบื้องต้น เพื่อนๆ อาจจะพิจารณาจาก อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) และอัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว (Quick Ratio) ซึ่งควรจะมีค่ามากกว่า 1 เท่า รวมถึงการพิจารณาอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ซึ่งยิ่งต่ำยิ่งดี หมายความว่าบริษัทนั้นๆ มีหนี้สินน้อย

หุ้นซึ่งทำธุรกิจที่แข่งขันรุนแรง มีแนวโน้มที่จะมีความสามารถในการทำกำไรต่ำ (อัตรากำไรสุทธิต่ำ) เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านสภาพแวดล้อม ต้นทุน หรือค่าใช้จ่าย ก็มีโอกาสที่หุ้นเหล่านี้จะพลิกเป็นขาดทุนได้ง่าย มากไปกว่านั้น การแข่งขันที่รุนแรงยังทำให้โอกาสสร้างการเติบโตสูงๆ เป็นไปได้ยาก เพราะสุดท้ายแล้วมีแนวโน้มที่ธุรกิจจะต้องแข่งขันด้วยราคาเป็นหลัก ทำให้การลงทุนของเราในหุ้นลักษณะนี้มีแววว่าจะต้องเสียทั้งเงิน และเสียทั้งเวลาก็เป็นได้

ภาวะที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเก็งกำไร อาจจะสังเกตได้ง่ายๆ จากการที่หุ้นนั้นๆ ถูกพูดถึงกันในวงกว้าง จนทุกคนสนใจที่จะซื้อหุ้นตัวนั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาสูงมากแล้วในระยะเวลาหนึ่ง ก็ยิ่งอันตรายต่อการจะเข้าไปซื้อ สิ่งที่ดีที่สุดอาจจะเป็นการหลีกเลี่ยงหุ้นเหล่านี้ไปซะ หากเหตุผลที่เราจะเข้าซื้อ คือ เพียงแค่มันกำลังวิ่งขึ้น และอยากจะคว้าโอกาสไว้ เพราะสุดท้ายแล้วธรรมชาติของหุ้นที่วิ่งขึ้นอย่างร้อนแรงเกินไป ก็มีโอกาสจะร่วงกลับมาอย่างรุนแรงได้เช่นกัน โดยเฉพาะหุ้นที่ไม่ได้มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ หรือกำไรไม่ได้เติบโตสูงๆ นั่นเอง

จะเห็นว่าบางบริษัทในตลาด ซึ่งอาจจะเคยดำเนินธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมาในอดีต จนวันหนึ่งธุรกิจเหล่านั้นไม่สามารถจะทำกำไรได้อีกต่อไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือการพยายามก้าวเข้าสู่ธุรกิจใหม่ โดยในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ หากบริษัทเหล่านั้นไม่มีความชำนาญมาพอในธุรกิจใหม่ หรือไม่มีทรัพยากรที่เพียบพร้อม ทั้งในเรื่องเงินทุน และบุคลากร สิ่งที่เกิดขึ้นคือ บริษัทเหล่านี้อาจจะกลายมาเป็นบริษัทซึ่งไม่มีธุรกิจหลักซึ่งทำกำไรได้แน่นอน เพราะฉะนั้นในช่วงของการเปลี่ยนผ่านนี้ ในบางครั้งเราอาจจะรอให้บริษัทพิสูจน์ให้เห็นได้ก่อนว่า สามารถสร้างผลกำไรจากการดำเนินการได้จริงๆ

ผู้บริหารถือเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันบริษัทไปข้างหน้า เพราะเป็นกลุ่มคนที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัท โดยทั่วไปแล้วเราอาจจะตรวจสอบประเด็นนี้จากประวัติที่ผ่านมาของผู้บริหาร หรืออาจจะพิจารณาจากการให้ข่าวหรือให้ข้อมูลในแต่ละครั้ง ว่าสิ่งที่พูดหรือให้คำมั่นสัญญาไว้นั้น สามารถทำได้จริง หรือทำได้มากน้อยขนาดไหน หากเราตรวจสอบแล้วพบว่าผู้บริหารมีประวัติไม่ดี หรือไม่สามารถทำได้อย่างที่พูดไว้เป็นส่วนใหญ่ การหลีกเลี่ยงหุ้นเหล่านี้ไว้ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า