เทคนิคการเลือกหุ้น ในตลาดขาขึ้น

ตลาดหุ้นไทยหลังไตรมาสที่ 1 ปี 2562 จนถึงปัจจุบันมีการปรับเพิ่มขึ้น ถึงแม้ผลการเลือกตั้งยังไม่ชัดเจน แต่หลังจากนี้ถ้าทุกอย่างมีความชัดเจนมากขึ้นก็อาจทำให้ตลาดเป็นช่วงขาขึ้นได้อีกครั้ง ดังนั้นคำถามที่ตามมาในช่วงเวลาตลาดขาขึ้น คือเราจะมีกลยุทธ์หรือวิธีเลือกหุ้นอย่างไร? วันนี้สตางค์คุงจะขออาสาเสนอแนะแนวทางการเลือกหุ้นในช่วงขาขึ้นมาให้เพื่อนๆพิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจกันนะครับ

เนื่องจากดัชนีหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับในอดีต ค่า P/E ที่บ่งบอกว่าหุ้นถูกหรือแพงจึงถูกปรับขึ้นมาในระดับสูงไปด้วย และทำให้ความสามารถในการปรับเพิ่มค่า P/E ในอนาคตมีอยู่จำกัด ราคาของหุ้นจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดลงในอนาคต ดังนั้น การเลือกหุ้นที่มีค่า P/E เหมาะสมเมื่อเปรียบเทียบกับการเติบโตของกำไรจึงมีความสำคัญในการที่จะลดความเสี่ยงที่ราคาจะต่ำลงได้

สตางค์คุงแนะนำให้ลองประเมินความเหมาะสมของP/E เทียบกับการเติบโตของกำไรโดย อาศัยการคำนวณค่าอัตราส่วน PEG โดยนำค่า P/E ของกิจการ มาหารด้วยอัตราการเติบโตของกำไรในอนาคตที่ประเมินโดยนักวิเคราะห์ (ส่วนใหญ่จะประเมินกำไรล่วงหน้า ประมาณ 1 ปี) โดยอัตราส่วน PEG ที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 0.5 เท่า -1.5เท่า หรือมากสุดก็ไม่ควรเกินกว่า 2 เท่า แม้ PEG จะเป็นวิธีที่มีประโยชน์ เพราะเป็นการวัดความถูกแพงของราคา โดยเอาปัจจัยเรื่องของ “การเติบโต” มาร่วมคิดคำนวณ แต่ข้อเสียของมันก็คือ อาจจะไม่เหมาะกับกิจการที่กำไรไม่สม่ำเสมอ จึงต้องพิจารณาลักษณะความสม่ำเสมอของกำไรก่อนใช้เครื่องมือด้วยนะคร้าบบ

ลักษณะนิสัยของหุ้นบางประเภทอาจขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของตัวกลุ่มธุรกิจเองมากกว่าการขึ้นลงของสภาพของตลาดโดยภาพรวม ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่กำไรและราคาจะพึ่งพากับการลงทุนของภาครัฐเป็นสำคัญ (ในปีที่ผ่านมา กลุ่มรับเหมาก่อสร้างไม่ได้ขึ้นตามตลาด เพราะมีความล่าช้ากับการเบิกจ่ายภาครัฐ) หรือ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐเป็นสำคัญ หรือ หุ้นกลุ่มสินค้าเกษตรที่ขึ้นลงตามวัฐจักรราคาสินค้าเกษตร ภาวะดินฟ้าอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการผลิต และ demand supply ของสินค้าในตลาดโลก เป็นต้น ดังนั้น การเข้าใจอุตสาหกรรมในเชิงลึกจึงสามารถสร้างโอกาสในการเลือกหุ้นมี่สามารถทำกำไรในช่วงสภาวะตลาดที่เป็นขาขึ้นหรือมีราคาแพงแบบนี้ได้

สำหรับนักลงทุนบางท่านที่มองว่า SET Index เหลือ Upside จำกัดแล้ว (อันนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองส่วนตัวของแต่ละคนนะครับ) อาจหลีกเลี่ยงกลุ่มหุ้นที่ขึ้นมากกว่าตลาดมาอย่างยาวนาน โดยขายมาสลับมาเน้นหุ้นที่ยัง Laggard ตลาด หุ้นในกลุ่มดังกล่าวจะตอบสนองต่อการปรับตัวของ SET หรือหุ้นในกลุ่มช้ากว่า โดยหุ้น Laggard ในจังหวะที่ดัชนีหรือหุ้นในกลุ่มปรับตัวขึ้นตัวหุ้นจะทรงตัวในระดับที่ต่ำกว่า ทำให้มีราคาที่ถูกเมื่อเทียบกับดัชนีหรือหุ้นในกลุ่ม และมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะสะสมแรงไว้เพื่อวิ่งไล่ตามดัชนีหรือกลุ่มได้ในอนาคต

สำหรับการลงทุนในรูปแบบ Laggard Play เหมาะกับช่วงที่ตลาดโดยรวมอยู่ในช่วงขาขึ้นเนื่องจาก เมื่อหุ้นกลุ่มที่โดดเด่นถูกไล่ซื้อจนUpside ของราคาจำกัดแล้ว นักลงทุนสถาบันหรือกองทุนมักจะมองหา หุ้นกลุ่มอื่นที่โดดเด่นน้อยกว่า แต่ยังเหลือ upside ให้ลงทุนนั่นเอง เป็นเรื่องปกติที่เวลาลงทุนนักลงทุนต้องมองหาหุ้นขนาดใหญ่ มีความปลอดภัยสูงก่อนเสมอ และเมื่อราคาหุ้นขนาดใหญ่ปรับขึ้นไปหมดแล้ว นักลงทุนจะเริ่มมองหุ้นขนาดรองๆ ลงไป

คือ ต้องมั่นใจว่าหุ้นLaggard มี story หรือ พื้นฐานกิจการที่ดีพอที่จะดันใหหุ้นขยับตามกลุ่มที่โดดเด่นได้ ไม่ใช่ราคาเคลื่อนไหวช้า เพราะกิจการพื้นฐานไม่ดี เป็นต้น

ในช่วงตลาดกระทิง ข้อมูลข่าวสารในช่วงนี้ล้วนออกมาแต่ในเชิงบวก เพราะทุกคนกำลังมองตลาดในแง่ดี และเมื่อไหร่ที่มีคนพูดถึงข่าวในแง่ลบหรือนักวิเคราะห์ตักเตือน มักจะถูกมองข้ามไป เพื่อหลีกเลี่ยงในการมองโลกแง่ดีจนเกินไป นักลงทุนจึงควรที่จะเปิดรับทั้งข่าวดีและข่าวแง่ลบ เพื่อช่วยประเมินสถานการณ์ให้ครอบคลุม และช่วยปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ยิ่งขึ้นนั่นเอง สุดท้ายนี้สตางค์คุงขอให้ทุกคนมีความสุขกับการลงทุนในช่วงตลาดขาขึ้นนี้นะเมี้ยว