6 เคล็ด(ไม่)ลับ ฉบับคนไม่มีเวลาเฝ้าจอ

สวัสดีคร้าบเพื่อนชาวๆ SBI Thai Online วันนี้เรามีเคล็ด(ไม่)ลับมาฝากเพื่อนๆ ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนหรือเก็งกำไรในตลาดหุ้น รวมถึงเพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์อยู่ในตลาดแล้วไม่มากก็น้อย จริงๆ แล้ว รูปแบบในการลงทุนหรือเก็งกำไรในหุ้น มีอยู่มากมายหลายวิธี อาทิ การซื้อขายในวัน เก็งกำไรระยะสั้น ลงทุนระยะยาว ซึ่งแต่ละรูปแบบล้วนมีแนวทางและวิธีคิดที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่ข้อจำกัดและลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลด้วย แต่สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่ได้มีเวลาเฝ้าติดตามนั้น ข้อจำกัดที่สำคัญ คือ เรื่องของ ‘เวลา’ ซึ่งเพื่อนๆ อาจจะสงสัยว่าในเมื่อเราไม่มีเวลาเฝ้าติดตามแล้ว เราจะยังสามารถทำกำไรจากหุ้นได้หรือไม่ วันนี้เราเลยอยากจะเสนอเคล็ด(ไม่)ลับ 6 ข้อ ซึ่งเพื่อนๆ น่าจะสามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างกำไรจากหุ้นในระยะยาวกันได้

ยิ่งเราไม่มีเวลาเฝ้า เพราะฉะนั้นการเลือกซื้อหุ้นที่เราจะสามารถถือได้อย่างอุ่นใจน่าจะเป็นเรื่องสำคัญซึ่งความอุ่นใจในที่นี้อาจจะมาจากหุ้นที่เราถือทำธุรกิจที่เรารู้จัก และสามารถเข้าใจได้ดี นอกจากจะทำให้เรารู้สึกสบายใจแล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น เราก็จะทำความเข้าใจได้ไม่ยาก และสามารถพิจารณาถึงผลกระทบทั้งทางด้านบวกและลบที่เข้ามากระทบได้เป็นอย่างดี

ในยุคที่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หุ้นที่มีจุดแข็งซึ่งโดดเด่นออกจากผู้อื่น ก็เหมือนการมีปราการที่แข็งแกร่ง คอยปกป้องให้บริษัทสามารถเติบโตไปได้อย่างมั่นคง ในที่นี้สตางค์คุงอยากแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า ‘Why Moats Matter’ หรือในชื่อภาษาไทยคือ ‘หุ้นดีต้องมีปราการ’ ซึ่งเป็นหนังสือที่อธิบายแนวคิด Moat ที่ Warren Buffett ใช้คัดเลือกหุ้นอย่างเป็นระบบ และยังได้ให้แนวทางในการวิเคราะห์หาข้อได้เปรียบของแต่ละธุรกิจอีกด้วย

นอกจากความมั่นคงจากจุดแข็งของหุ้นแล้ว โอกาสที่จะขยายตัวก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจะมองหาเช่นกัน ซึ่งแนวทางในการคัดเลือกหุ้นที่จะเติบโตนี้ก็มีหลากหลายวิธี สำหรับวันนี้สตางค์คุงอยากจะลองแนะนำสูตรที่ชื่อว่า ‘CAN SLIM’ ซึ่งแต่ละตัวอักษร คือ หนึ่งใน 7 ของลักษณะเฉพาะที่สำคัญของหุ้นที่เป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ในช่วงต้น โดยเพื่อนๆ สามารถจะหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือที่ชื่อว่า ‘How to make money in stocks’เขียนโดย William J. O’Neil นอกจากนี้ สตางค์คุงเชื่อว่าก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อหุ้นสักหนึ่งตัว เราควรจะพิจารณาให้รอบคอบ และเลือกสรรให้มากๆ ก่อนด้วย

โดยทั่วไปแล้ว หลังเข้าซื้อหุ้นในแต่ละครั้ง ราคาหุ้นก็อาจจะยังไม่สะท้อนภาพอนาคตที่เราคิดไว้ออกมาในทันที และในบางครั้งก็อาจจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี แต่หากหุ้นที่เราถือยังสามารถรักษาระดับการทำกำไรหรือการเติบโตไว้ได้ และมีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้การลงทุนของเรามีกำไรงอกเงยอย่างต่อเนื่อง

บางทีการไม่มีเวลาเฝ้าติดตามตลอดเวลาอาจจะเป็นผลดีก็ได้ เพราะความผันผวนคือของคู่กันกับตลาดหุ้น โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในระยะสั้นๆ ซึ่งมักจะมีปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะไม่ได้มีนัยยะเข้ามากระทบ และสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะกระทบต่อจิตใจของเราให้อ่อนไหวไปตามด้วย บางครั้งเราอาจจะเลือกหุ้นถูกตัว แต่ก็ต้องถูกสะบัดออกไปก่อนเพียงเพราะความผันผวนเล็กๆ น้อยๆ ฉะนั้นสตางค์คุงอยากจะให้เพื่อนๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลาเฝ้าติดตาม ลองมองหุ้นแต่ละตัวเป็นภาพใหญ่ และลองจินตนาการดูว่าอนาคตของหุ้นที่เราถือจะเป็นไปอย่างไร หากหุ้นที่เราถืออยู่ในทิศทางเดียวกับที่เราวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่แรก เราก็ควรจะอดทนให้มูลค่าของหุ้นค่อยๆ เติบโตขึ้นไป

แม้เราจะไม่มีเวลาเฝ้า แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็ควรจะรู้ว่าสุขภาพของพอร์ตลงทุนเราเป็นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ก็เหมือนกับร่างกายของเรา ที่แม้จะทำงานอยู่ตลอด แต่ก็ควรจะได้รับการตรวจเช็คสุขภาพอยู่เป็นระยะ สำหรับเพื่อนๆ ที่งานยุ่ง ก็อาจจะลองแบ่งเวลาช่วงหลังเลิกงาน หรืออาจจะเป็นช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว หรือการเปลี่ยนใดๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อหุ้นที่เราถืออยู่ได้ และหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เพื่อนๆ ก็จะสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หรือเตรียมแผนรับมือได้เป็นอย่างดี