เทรดดีขึ้นการเข้าใจด้วย volume

Volume หรือ ‘ปริมาณการซื้อขาย’ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถทำความเข้าใจพฤติกรรมราคาหุ้นได้ดียิ่งขึ้น เพราะโดยทั่วไปแล้วการวิเคราะห์ Volume จะพิจารณาควบคู่ไปกับทิศทางการเคลื่อนไหวของราคา ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งหรือความอ่อนแอของหุ้นในขณะที่ราคากำลังเคลื่อนตัวไป ถึงแม้ว่า Volume จะเหมือนกับเครื่องมืออื่นๆ ซึ่งไม่สามารถให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ 100% แต่มันจะช่วยเสริมให้เราตัดสินใจซื้อขายได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองหาหุ้นที่แข็งแกร่ง การหลีกเลี่ยงหุ้นที่ยังไม่พร้อมที่จะวิ่งขึ้นหรือกำลังเป็นขาลง หรือแม้แต่หุ้นที่กำลังวิ่งขึ้นอย่างอ่อนแอ

Volume กับช่วงสะสมหุ้น – โดยทั่วไปแล้วช่วงเวลาของการสะสมหุ้น หรือช่วงที่หุ้นแกว่งตัวออกข้าง (sideway) มักจะเป็นสถานการณ์ที่ปริมาณการซื้อขายโดยภาพรวมลดต่ำลงกว่าช่วงที่หุ้นวิ่งขึ้นหรือลงเป็นเทรนด์ อย่างไรก็ดีการติดตามพฤติกรรมราคาของหุ้นในช่วงนี้ประกอบกับ Volume จะเป็นเหมือนสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้กับเราได้เมื่อหุ้นเข้าสู่ช่วงเลือกทางที่จะไป (ขึ้นหรือลง) ซึ่งโดยปกติแล้วในระหว่างการสะสมหุ้น วันที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น มักจะ Volume สูงกว่าวันที่หุ้นปรับตัวลงหรือนิ่งอยู่กับที่

Volume กับสัญญาณเริ่มต้นเทรนด์ – การเริ่มต้นเทรนด์ทั้งขาขึ้นและขาลง มักจะมีสัญญาณของการไล่ซื้อหรือเทขาย พร้อม ‘Volume’ ที่สูงขึ้นกว่าปกติ ช่วยผลักดันราคาไปในทิศทางนั้น สำหรับเทรนด์ขาขึ้นที่แข็งแกร่ง มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่หุ้นผ่านช่วงของการสะสม (ราคาแกว่งตัวออกข้าง + Volume น้อยกว่าปกติ) แต่วันดีคืนดี ราคากลับพุ่งออกจากกรอบนั้น พร้อมด้วย Volumeที่สูงขึ้นอย่างมาก (ควรจะเกิน 100% จากระดับปกติ) และหลังจากการพุ่งขึ้นแรง หากราคาชะลอตัว ขณะที่Volumeลดน้อยลงไปมากๆ จากวันที่พุ่งขึ้นมา จะยิ่งช่วยยืนยันได้ว่าการพุ่งขึ้นในครั้งนี้น่าจะดำเนินต่อไปได้ 
เช่นเดียวกับการเริ่มต้นเทรนด์ขาลงซึ่ง Volume มักจะเพิ่มขึ้นสูงในวันที่ราคาหลุดกรอบแนวรับลงมา แต่อาจจะแตกต่างกันอยู่บ้างคือ บางครั้งการเกิดขาลงอาจจะไม่มีช่วงของการระบายหุ้นให้เห็นชัด (แกว่งตัวออกข้าง) เพราะการระบายหุ้นอาจเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับที่หุ้นกำลังวิ่งขึ้นมาแล้ว อย่างไรก็ตามจุดเริ่มต้นของขาลงที่แข็งแกร่ง มักจะเริ่มต้นจากการเทขายลงมา พร้อม Volume ที่สูงมากเช่นกัน

Volume กับช่วงที่หุ้นกำลังวิ่งไปตามเทรนด์ – ขาขึ้นของหุ้นควรจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับ Volume ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะในช่วงขาขึ้นนั้นผู้ซื้อจะเริ่มมองว่าราคามีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ และกระตือรือร้นที่จะซื้อหุ้นเข้ามาเพิ่ม แต่ในมุมกลับกัน หากราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น และVolumeกลับลดลง มันจะแสดงให้เห็นถึงกำลังซื้อที่อ่อนแอ ซึ่งมักจะเป็นสัญญาณเตือนว่าการวิ่งขึ้นในรอบนี้อาจจะไม่สามารถอยู่ได้นานนัก หรืออาจจะเกิดการกลับตัวขึ้นได้ในไม่ช้า
นอกจากนี้ โดยปกติแล้วหุ้นที่กำลังวิ่งไปตามเทรนด์ ก็มักจะมีการย่อตัวระยะสั้นเป็นเรื่องปกติ ซึ่งในช่วงนี้ Volume มักจะลดต่ำลง และกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อราคาปรับตัวขึ้นไปในทิศทางเดิม

Volume กับสัญญาณการกลับตัว – โดยธรรมชาติแล้ว ‘Volume เพิ่ม ราคาเพิ่ม’ จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ในสถานการณ์ที่หุ้นเป็นเทรนด์ขาขึ้นหรือลงมาระยะหนึ่งแล้ว (ราคาอาจจะเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 50% – 100%) หากจู่ๆ เกิดการไล่ซื้อหุ้น ดันราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในวันนั้น พร้อม Volume ที่เพิ่มขึ้นสูงมากกว่าช่วงที่ผ่านๆ มา ลักษณะเช่นนี้มักเป็นสัญญาณเตือนของการกลับตัวขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากราคาภายในวันพุ่งขึ้นไปสูง (หรือต่ำในขาลง) แต่สุดท้ายราคาปิดกลับห่างจากจุดสูง (หรือต่ำ) ค่อนข้างมาก (แท่งเทียนเป็นไส้ยาว) สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของการพยายามวิ่งขึ้นไปต่อในทิศทางเดิม เนื่องจากแรงต้านจากการซื้อหรือขายเพิ่มขึ้นอย่างมาก

สำหรับการจบขาลงพร้อมสัญญาณจาก Volume จะเกิดขึ้นหลังจากที่ราคาลดต่ำลงมาแล้วเป็นระยะเวลาพอสมควร และต่อมาราคาดิ่งลงอย่างรุนแรง ในขณะที่ Volume เพิ่มมากขึ้น ลักษณะเช่นนี้เรียกกันว่า ‘Selling Climax’ ทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสกลับตัวในระยะสั้น ก่อนจะแกว่งตัวออกข้างเข้าสู่ระยะสะสมอีกครั้งหนึ่ง ทว่าการจะเข้าซื้อในทันทีเมื่อหุ้นจบขาลงนั้น อาจจะเป็นเพียงแค่การเก็งกำไรระยะสั้น เพราะหุ้นที่จะวิ่งขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งมักต้องอาศัยระยะเวลาในการสะสมหุ้นพอสมควร

ในทางกลับกัน การจบขาขึ้นพร้อมสัญญาณจาก Volume จะเกิดขึ้นหลังจากราคาเพิ่มขึ้นมาระยะหนึ่ง ต่อมาเกิดการไล่ซื้ออย่างรุนแรง พร้อม Volume ที่สูงขึ้นอย่างมาก เราเรียกสถานการณ์นี้ว่า ‘Buying Climax’ ทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสถูกเทขายลงมา หลังจากนั้นอาจจะมีแรงซื้อกลับขึ้นไปได้ แต่สุดท้ายแล้วจะไม่สามารถขึ้นไปจุดสูงสุดใหม่ได้ และตามมาด้วยการเข้าสู่ระยะแจกจ่ายหุ้น หากพบสัญญาณในลักษณะนี้ เราอาจจะตัดสินใจขายหุ้นที่ถืออยู่ออกไปก่อนได้