แก้พอร์ตอย่างไร เมื่อมีแต่หุ้นติดดอย

‘ติดดอย’ คำที่หลายๆ คนคงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับพอร์ตลงทุนของตัวเอง แต่เชื่อว่าเกือบทุกคนที่ก้าวเข้ามาในตลาดน่าจะเคยเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้มาบ้าง และหลายคนก็ยังต้องเผชิญหน้ากับมันอยู่จนทำให้เรารู้สึกไม่อยากจะเปิดพอร์ตขึ้นมาดูกันเลยทีเดียว 
สตางค์คุงเชื่อว่าความผิดพลาดเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าทุกๆ คนสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดและจะสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านั้นได้ในที่สุด วันนี้ผมเลยอยากจะลองแนะนำแนวทางในการแก้พอร์ตหุ้นที่กำลังติดดอย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ให้เพื่อนๆ นำไปปรับใช้กันได้

ก่อนจะเริ่มต้นลงมือแก้ไขพอร์ต เราจำเป็นจะต้องรู้ก่อนว่าเราถือหุ้นอะไรอยู่บ้าง (เพราะบางคนอาจจะไม่กล้าเปิดดูพอร์ตของตัวเองมาซะนาน) และพิจารณาหุ้นแต่ละตัวอย่างละเอียด โดยเริ่มต้นจากการย้อนกลับไปดูว่าเราซื้อหุ้นนั้นๆ ด้วยเหตุผลอะไร และในขณะนี้มันยังคงเป็นไปอย่างที่เราคิดอยู่หรือเปล่า 
หากปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้เราตัดสินใจซื้อหุ้นตัวนั้นๆ ไม่เป็นไปอย่างที่คิดแล้ว เราถึงมีสัญญาณบ่งชี้ต่างๆ ว่าหุ้นที่เราถือนี้อาจจะไร้อนาคต (อย่างน้อยก็ในระยะที่เราพอจะคาดการณ์ได้) อย่างหุ้นที่ขาดทุนมาติดๆ กัน และดูเหมือนว่าธุรกิจที่ดำเนินอยู่นั้นจะเติบโตได้ยาก รวมถึงหุ้นที่อาจจะมีปัญหาภายใน อย่างปัญหาทางการเงิน หนี้สินมากเกินไป หรือปัญหาจากการบริหารงานที่ผิดพลาด รวมถึงสัญญาณร้ายจากแนวโน้มราคาหุ้นที่เป็นขาลงมาต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วเป็นเช่นนี้ ทางออกที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการตัดสินใจขายหุ้นเหล่านี้ออกไปซะ เพราะนอกจากเราจะได้เงินส่วนหนึ่งกลับมาลงทุนใหม่ ยังช่วยให้เรามีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นด้วยเมื่อเราเปิดพอร์ตขึ้นมาดูและพบว่าไม่มีหุ้นแย่ๆ อยู่อีกแล้ว

หากเราตัดสินใจที่ล้างหุ้นที่ติดดอยเหล่านี้ออกไปให้หมด สิ่งสำคัญที่เราต้องดำเนินการไปพร้อมๆ กันคือการล้างนิสัยการลงทุนเดิมๆ ที่ทำให้เราต้องขาดทุนทิ้งไปด้วย เพราะฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องทบทวนพฤติกรรมการลงทุนของตัวเอง ว่าที่ผ่านมาเราตัดสินใจซื้อหุ้นแต่ละครั้งด้วยเหตุผลใด และผลลัพธ์ที่ตามมาจากการตัดสินใจซื้อหุ้นในแต่ละตัวเป็นอย่างไร 
เมื่อเราสามารถมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว อย่างเช่น การซื้อหุ้นในขณะที่กำลังเป็นขาลง การซื้อถัวเฉลี่ยเมื่อราคาปรับตัวลงมาต่ำกว่าทุน การซื้อหุ้นที่ยังคงมีผลขาดทุนติดๆ กัน และยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น หรือการปล่อยให้ผลขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดตัดขาดทุน หลังจากนั้นเราจำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ให้ได้ ในขณะเดียวกันเราก็จำเป็นจะต้องเขียนแนวทางในการลงทุนของตัวเองขึ้นมาใหม่ ทั้งในเรื่องของเงื่อนไขในการซื้อและขาย การควบคุมความเสี่ยง และการบริหารเงินลงทุนที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบและมีเหตุผลรองรับอยู่เสมอ ขณะเดียวกันเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เราจะสามารถย้อนกลับมาดูแนวทางของเราและจัดการแก้ไขได้ง่ายยิ่งขึ้น

ในบางกรณี หุ้นที่เราถือและติดดอยอยู่นั้นเป็นเพียงการปรับตัวลดลงตามภาวะตลาด แต่ในเชิงพื้นฐานแล้วอาจยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากที่เราคาดการณ์ไว้ ในภาวะเช่นนี้เราอาจจะหาประโยชน์จากการทำ Short against port เพื่อมาชดเชยการเสียโอกาสจากจังหวะที่หุ้นปรับตัวลงได้

Short against port คือ การโฟกัสอยู่กับหุ้นตัวเดิม ซึ่งพื้นฐานยังคงดีและเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้ว่าจะสามารถเติบโตได้ในระยะยาว นอกจากนี้เราจำเป็นจะต้องมีความชำนาญในการจับจังหวะหุ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้สัญญาณทางเทคนิค หรือใช้ประสบการณ์จากการสังเกตราคาหุ้นที่เราถืออยู่นี้ โดยหลักสำคัญของการ Short against port คือการขายหุ้นที่เราถือออกไปส่วนหนึ่ง และซื้อกลับมาให้ได้ในราคาที่ต่ำลง (ณ ระดับราคาที่เราคาดการณ์ไว้) ด้วยมูลค่าหุ้นเท่าเดิม ซึ่งจะทำให้เรามีจำนวนหุ้นมากขึ้นนั่นเอง

อย่างเช่นเรามีหุ้น A อยู่ 2,000 หุ้น ต้นทุน 10 บาท หลังจากนั้นราคาหุ้นลดลงมาเหลือ 9 บาท เราคาดว่าราคามีโอกาสจะลดลงต่อไปถึงระดับ 8 บาท จึงขายหุ้นออกไป 1,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่า 9,000 บาท หลังจากนั้นเราจึงซื้อหุ้นกลับที่ 8 บาท ด้วยจำนวน 1,100 หุ้น ซึ่งจะมีมูลค่าใกล้เคียงกับครั้งที่เราขายไป และเมื่อราคาวิ่งกลับมาที่ 9 บาท จะทำให้มูลค่าพอร์ตของเราเพิ่มขึ้น 900 บาท แต่ถ้าเราถือหุ้นไว้เฉยๆ มูลค่าพอร์ตของเราจะยังคงเท่าเดิมหากราคาฟื้นตัวกลับมา

อีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้พอร์ตของเรามีหุ้นติดดอยอยู่มากคือ การขายหุ้นที่ดี (มีกำไร) ออกไปเร็วกว่าที่ควรจะเป็น แต่เก็บหุ้นที่แย่ (ขาดทุน) เอาไว้และหวังว่ามันจะกลับมาได้ ซึ่ง Peter Lynch เคยเตือนเกี่ยวกับการลงทุนในลักษณะนี้เอาไว้ว่า ‘Selling your winners and holding your losers is like cutting the flowers and watering the weeds’ 
หมายความว่า การขายหุ้นที่มีกำไร และเก็บหุ้นที่ขาดทุนไว้ ก็เหมือนกับการตัดดอกไม้ทิ้ง แล้วไปดูแลวัชพืชแทน

นอกจากนี้ เราควรจะหมั่นมองหาโอกาสใหม่ๆ และเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ ทั้งในแง่ของกระแสเงินสดและแนวทางในการตัดสินใจที่จะซื้อหรือขายหุ้นซึ่งเราพิสูจน์มาแล้วในระดับหนึ่งว่าสามารถช่วยให้เราทำกำไรได้ มากไปกว่านั้นการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องมือในการลงทุนรูปแบบอื่นๆ สามารถช่วยบริหารพอร์ตและกระจายความเสี่ยงให้กับเงินทุนของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างการเลือกใช้ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) ไม่ว่าจะเป็น Index Futures หรือ Single Stock Futures

สมมติว่า เรามีหุ้น A อยู่ในพอร์ต แต่ราคาหุ้น A กลับลดต่ำลง ซึ่งเราพิจารณาแล้วว่าเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว แต่เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยง เราอาจจะตัดสินใจ short หุ้น A ผ่าน single stock futures ในสัดส่วนที่เท่ากัน อย่างเช่น เรามีหุ้น A อยู่ 1,000 หุ้น หากเราต้องการป้องกันความเสี่ยงในส่วนนี้ เราต้อง short หุ้น A จำนวน 1 สัญญา (ซึ่งเท่ากับ 1,000 หุ้น) หากราคาหุ้นปรับลดลงเราจะได้กำไรจากสัญญา futures มาชดเชยกับราคาหุ้น A ที่ลดลง เป็นต้น