เมื่อจีนตอบโต้กลับสหรัฐฯ ใครจะอยู่ ใครจะไป

จีนและสหรัฐ
เมื่อจีนตอบโต้กลับสหรัฐฯ สงครามการค้าครั้งนี้ ใครจะอยู่ ใครจะไป หลังจากตลาดการเงินทั่วโลกมีแนวโน้มสดใสมาตั้งแต่ต้นปี แต่เปิดต้นเดือนพฤษภาคมมาได้ไม่นาน ก็เริ่มปั่นป่วนจากทวีตของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ออกมาประกาศว่าจะมีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน จากเดิม 10% เป็น 25% ทำให้เกิดแรงเทขายหุ้นทั่วโลกออกมาอย่างหนัก โดยเฉพาะหุ้นจีนที่ปรับตัวลงมาแรงในวันเดียวถึง 7% หลังจากนั้นไม่นาน ทางการจีน ก็ได้โต้ตอบออกมาอย่างทันควัน ด้วยการประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีจากการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เช่นกัน โดยจะให้มีผลตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2562 และนั่นก็ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง Dow Jones, Nasdaq ต่างก็ปรับตัวลงอย่างแรงกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีที่ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบโดยตรง อาทิ Apple, Caterpillar หรือ Boeing เป็นต้น ซึ่งผลจากการตอบโต้กันไปมาของทั้งสองชาติมหาอำนาจนี้ ได้ส่งผลกระเพื่อมไปยังตลาดหุ้นอื่นๆ ในภูมิภาคให้ปรับตัวลดลงไม่เว้นแม้กระทั่งตลาดหุ้นไทย

 

จีนและสหรัฐ

หากดูมูลค่าสินค้าส่งออกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ คาดการณ์ว่าทางจีนจะได้รับผลกระทบจากสินค้าส่งออกหลายรายการมูลค่ารวม 3 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ในขณะที่ทางสหรัฐฯ สินค้าส่งออกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 6 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ โดยข้อมูลจาก Oxford Economics เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ประเมินว่า หากทั้งสองฝ่ายดำเนินมาตรการภาษี 25% ซึ่งกันและกันอย่างเต็มที่จริง จะส่งผลลบต่อ GDP สหรัฐฯ ในปี 2563 ให้ลดลง 0.30% ขณะที่จีนเอง จะได้รับผลกระทบในเชิงลบต่อ GDP ถึง 0.80% ซึ่งถ้าดูเผินๆ ก็ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้ชนะในศึกครั้งนี้ เพราะผลกระทบในเชิงลบน้อยกว่าจีน แต่หากมองไปให้ลึกจริงๆ จะพบว่า บริษัทสหรัฐฯ ขนาดใหญ่หลายแห่ง มีสัดส่วนรายได้ที่มาจากจีนค่อนข้างสูง อาทิ Apple ที่มียอดขายในจีนสูงกว่าในสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีมูลค่าหุ้นในตลาดค่อนข้างสูง ซึ่งย่อมส่งผลลบต่อตลาดหุ้น และเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะเคยออกมาพูดว่า “China will pay” หรือจีนต้องเป็นคนจ่ายต่อการขึ้นภาษีในครังนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเมื่อต้นทุนสินค้าสูงขึ้น บริษัทสหรัฐฯ กลับเป็นผู้ผลักภาระให้กับผู้บริโภคในสหรัฐฯ ให้ต้องซื้อของแพงขึ้น แทนที่จะกลายเป็นว่า “China will pay” กลับกลายเป็นว่าผู้บริโภคสหรัฐฯ กลับต้องเป็นผู้ที่ต้องรับภาระราคาสินค้าที่สูงขึ้นเสียเอง

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ศึกครั้งนี้ดูจะมองไม่เห็นผู้ชนะคนไหนเลยแต่กลับเป็นทุกฝ่ายที่ต้องพ่ายแพ้ ไม่เพียงแค่สหรัฐฯ หรือจีน เพราะอย่าลืมว่าการค้าทั่วโลกปัจจุบันนั้นเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งกันเดียวกันมาก สินค้าบางอย่างที่ผลิตในจีน ก็นำเข้าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากภูมิภาคอื่นๆ เช่นไทย เวียดนาม เป็นต้น หากจีนส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ได้ลดลง ไทยหรือประเทศคู่ค้าสำคัญของจีน ก็ย่อมส่งออกได้น้อยลงเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งสหรัฐฯ เอง รายงานล่าสุดจากการศึกษาของ Center for Economic Policy Research เกี่ยวกับผลกระทบของการขึ้นภาษีการค้าที่มีต่อสหรัฐฯ ระบุว่า ภาษีที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นนั้น ท้ายที่สุดจะส่งผลมาให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ เอง ทำให้ต้องจ่ายราคาสินค้าที่แพงขึ้นประมาณ 1.4 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อเดือน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อกระบวนการผลิตและต้นทุนในภาพรวมของสหรัฐฯ ดังที่เราจะเห็นได้ว่า ผู้บริหารของบริษัทสหรัฐฯ หลายแห่ง ต่างก็ออกมาเรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดมาตรการดังกล่าว เช่น CEO ของ Ford Motors ผู้ผลิตรถยนต์ฟอร์ดได้ออกมาระบุว่า ต้นทุนการนำเข้าเหล็กจะสูงขึ้นกว่า 1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้นจะถูกส่งผ่านมาให้ผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าราคาที่แพงขึ้น

ที่ผ่านมาเราอาจจะเห็นพฤติกรรมแปลกๆ หรืออาจจะหาเหตุผลรองรับไม่ได้ของประธานาธิบดีทรัมป์มากันจนชินชา แต่อย่างหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ทรัมป์ไม่ใช่คนโง่ ทรัมป์เองก็รู้ ว่าถ้ามีการขึ้นภาษีนำเข้าตามที่ประกาศไว้เต็มอัตราจริง ไม่ใช่แค่จีนที่จะต้องรับผลลบ สหรัฐฯ เองก็จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จะให้ทรัมป์นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย ก็ดูจะขัดแย้งกับตอนหาเสียงที่ออกมากล่าวชัดเจนว่า America comes first และจะส่งผลลบต่อภาพลักษณ์ของตัวเองในการเตรียมการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบต่อไปด้วย ดังนั้นเราจึงเชื่อว่าแม้ในท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายจะพยายามหาข้อตกลงร่วมกัน (เช่น ปรับขึ้นภาษีกันและกันบางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด) แต่อาจจะไม่ได้เห็นข้อตกลงหรือการสงบศึกในระยะอันใกล้นี้ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือเราจะเห็นตลาดหุ้นรวมถึงตลาดการเงินต่างๆ ยังคงปั่นป่วนต่อไปอีกสักระยะ

การลงทุนของจีนและสหรัฐฯ

สำหรับผู้ลงทุน ช่วงนี้คงเป็นช่วงที่ต้องสูดลมหายใจลึกๆ และพยายามไม่หวั่นไหวไปกับข่าวคราว หรือความเคลื่อนไหวผันผวนของตลาดมากนัก เพราะอย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างก็รู้ถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากสงครามการค้า ดังนั้นจึงไม่น่าจะเกิด Trade War อย่างเต็มสตรีมแบบที่เรากลัวกัน นอกจากนี้แม้เศรษฐกิจโลกปัจจุบันมีแนวโน้มขยายตัวด้วยอัตราที่ช้าลง แต่ก็ยังห่างไกลจากการเกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจนัก ทำให้ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานยังคงสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ แต่เนื่องจากราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือตราสารหนี้ ต่างก็มีราคาที่ปรับตัวสูงตั้งแต่ต้นปี ทำให้หลายๆ คน กล้าๆ กลัวๆ ที่จะกลับเข้าไปในตลาด ดังนั้นการที่ตลาดเริ่มย่อตัวลงเช่นนี้จึงอาจจะเป็นจังหวะที่ทยอยเข้าสะสมการลงทุนเพิ่มเติมได้ แต่สงครามเขย่าประสาทนักลงทุนจาก Trade War ในครั้งนี้ คงไม่จบลงในเร็ววัน จึงอาจจะต้องลงทุนในระยะยาวสักหน่อย ส่วนผู้ลงทุนที่มีจิตใจอ่อนไหวง่าย ช่วงนี้เองก็ไม่ใช่ช่วงที่เหมาะจะเทขายของที่มีในมือเช่นกัน เพราะราคาโดนกดลงมาค่อนข้างมาก หากทำใจไม่ได้อาจหลีกเลี่ยงการดูพอร์ทของตัวเองไปสักระยะหนึ่งน่าจะเป็นการดี ทั้งนี้ เชื่อว่า “สงครามน้ำลาย” จากทั้งสองฝ่ายน่าจะยืดเยื้อไปจนกระทั่งมีการประชุม G-20 ในเดือนมิถุนายนนี้