มารู้จัก P/E กันเถอะ

P/E เป็นที่กล่าวถึงโดยนักลงทุนในวงกว้าง และถูกใช้ในการวัดมูลค่าหุ้นกันมาอย่างยาวนาน โดยใช้วัดว่าหุ้นถูกหรือหุ้นแพง ส่วนใหญ่นักวิเคราะห์จะใช้ P/E หามูลค่าของหุ้นในบทวิเคราะห์ นักลงทุนใช้P/Eในการวัดมูลค่าของหุ้นที่จะเข้าลงทุน หรือแม้แต่การซื้อขายกิจการก็ยังต้องใช้มูลค่าของP/E ในการวัดมูลค่าของกิจการ วันนี้เราจะไปดูกันว่า P/E ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอะไรซ่อนอยู่บ้างนะคร้าบบ  

(มือใหม่ไม่อยากขาดทุนในหุ้นต้องอ่าน คลิก )

ค่า P/E คืออัตราส่วนกำไรต่อหุ้น สามารถหาได้โดยการนำราคาหุ้นในกระดาน มาหารด้วยกำไรสุทธิต่อหุ้น (ปกติคือกำไรสุทธิย้อนหลัง4ไตรมาส)

(6 ปัจจัยเลือกหุ้นปันผลฉบับเซียน คลิก )

เหตุผลที่ต้องใช้ค่า P/E เพราะว่า การเอาราคาของหุ้นมาเปรียบเทียบกันตรงๆ ไม่สามารถบอกได้ว่าหุ้นถูกหรือแพง เช่น หุ้นอสังหาฯราคา 1-2บาทก็ไม่ได้ หมายความว่าจะมีราคาถูกกว่าหุ้นกลุ่มธนาคารที่ราคา 100-200 บาทเสมอไป เพราะเวลาเราวัดมูลค่าสิ่งของถูกหรือแพงเราต้องวัดโดยอ้างอิง “ราคา” คู่กับ”มูลค่า”ของสิ่งของเสมอ เช่น เราสั่งข้าวผัดตามร้านรถเข็น ในราคา40 บาท เงิน40บาทคือเงินที่เราจ่าย แต่มูลค่าที่เราได้รับคือข้าวผัด1จาน ลองสมมติว่ามีร้านขายข้าวผัดมาตั้งข้างๆ แล้วขายข้าวผัดที่มีรสชาติ ปริมาณเท่าๆกับร้านแรก โดยตั้งราคาที่70 บาท เราก็จะรู้สึกว่าร้านที่สองนั้นขายแพง เพราะเราได้ยึดเอา”มูลค่า”ซึ่งก็คือปริมาณและรสชาติของข้าวผัด กับ”ราคา” ของข้าวผัดร้านแรกเป็นตัวอ้างอิงนั้นเอง ในส่วนของหุ้นก็ไม่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เราใช้เป็นตัวอ้างอิงมูลค่าของหุ้นคือ “กำไรต่อหนึ่งหน่วยหุ้น” นั่นเอง เช่นสมมติว่าหุ้นมี P/E เท่ากับ 10 เท่า หมายความว่า เรายินดีที่จะจ่ายเงินเป็น10เท่า เพื่อแลกกับกำไร 1 หน่วย แต่ถ้า หุ้น P/Eเท่ากับ 20 เท่า หมายความว่า เรายินดีที่จะจ่ายเงินเป็น20เท่าเพื่อแลกกับกำไร 1 หน่วย เป็นต้น

เรารู้กันแล้วว่าค่า P/E สามารถใช้ดูความถูกแพงของหุ้นได้ แต่ถูกหรือแพงสามารถเทียบกับอะไรได้บ้างละ? โดยปกติง่ายสุดก็คือเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของตัวเองในอดีต เช่น หุ้นA อาจมีค่า P/E เฉลี่ย10ปีอยู่ที่ 10 เท่า แต่ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 8 เท่า แสดงว่าอยู่ในช่วงที่ราคาไม่แพงมาก กลับกันถ้าราคาอยู่ 15 เท่า อาจจะหมายถึงว่าอยู่ในช่วงแพงมากเป็นต้น (ปล. หุ้นแพงไม่ได้หมายความว่าเป็นหุ้นไม่ดีนะครับ มันมีความเป็นได้ว่าพื้นฐานของกิจการมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้กำไรเติบโตได้ดีกว่าในอดีต ค่าP/E เลยปรับฐานขึ้นไปด้วย)

เปรียบเทียบแบบถัดมาคือ เปรียบเทียบกับหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน สมมติว่า เรามีหุ้นอยากซื้อหุ้นซักตัวในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เราก็ควรเอาค่า P/E ของตัวที่เราจะซื้อ ไปเปรียบเทียบดูกับหุ้น LH, AP, ANAN ฯลฯ เป็นต้น ถ้าเราเห็นหุ้นที่มี P/E ถูกหรือหุ้นแพงกว่าค่าปกติในอดีต ก็ควรทำการบ้านหาเหตุผลเพิ่มเติมด้วยว่าการที่ P/E สูงขึ้นหรือต่ำลงนั้นมีเหตุผลอะไรมารองรับหรือเปล่า ในบางโอกาสถ้าเราพบว่าหุ้น A กับหุ้น B อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน อัตราการเติบโตของกำไรใกล้เคียงกัน แต่ค่า P/E ของทั้งสองตัวไม่เท่ากัน เราก็ควรซื้อหุ้นตัวที่มีค่า P/E ต่ำกว่าเป็นต้น 

ถ้าอ่านกันมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆหลายๆคนก็คงสังสัยว่า ถ้าแบบนั้นทำไมเราจะต้องซื้อหุ้นที่ P/E สูงๆด้วย ทำไมเราไม่มองหาหุ้นที่มีค่า P/Eต่ำๆ ซึ่งเป็นหุ้นราคาถูก แล้วลงทุนให้มากที่สุดไปเลย ซึ่งวิธีนี้ก็เป็นวิธีที่ดูดี แต่อย่าลืมว่าตัว “E” หรือกำไรต่อหน่วยใน P/E เป็นตัวเลขที่ ไม่ได้คงที่ไปตลอด สามารถเพิ่มหรือลดได้ บางครั้งการที่หุ้น P/E ต่ำมาก ก็มีความเป็นไปได้สองประการคือ

1) ราคามันถูกมากเกินจริง และมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต

2) ราคามันถูกเพราะ กำไรต่อหุ้นหรือตัว “E” มีแนวโน้มที่จะลดลงอีกในอนาคต จากผลการดำเนินงานที่แย่ลงของบริษัท ซึ่งตลาดเค้ารับรู้ได้เลยให้ราคาหุ้นที่ P/E ที่ต่ำ

ขณะเดียวกันนักลงทุนหลายๆคนก็ชอบลงทุนในหุ้นที่ P/E สูงๆด้วยเหตุผลที่ว่า อัตราการเติบโตของกำไรในหุ้นตัวนั้นกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ตลาดเลยให้ราคา P/E ค่อนข้างสูงเพื่อรองรับการคาดการณ์การเติบโตของหุ้นตัวนั้นๆ ถ้าผลประกอบการออกมาดีตรงตามที่คาดหวัง ราคาของหุ้นก็อาจจะปรับเพิ่มไปได้อีก แต่ถ้าน้อยกว่าคาด ราคาของหุ้นก็ปรับฐานลงมา จะเห็นว่าการที่ราคาของ P/E ในตลาดจะสูงหรือจะต่ำบางครั้งก็ขึ้นอยู่ที่การ”คาดการณ์” การเติบโตของกำไรในอนาคต ในการที่นักลงทุนจะตัดสินใจว่า มูลค่า P/E ที่ตลาดให้นั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ ต้องขึ้นกับมุมมองของนักลงทุนเองว่า จะ “เชื่อ” หรือ “ไม่เชื่อ”ราคาที่ตลาดให้ (แน่นอนว่าต้องขึ้นอยู่กับมุมมองที่นักลงทุนมองกิจการด้วย ว่าเป็นกิจการที่ดี สามาถทำกำไรคุ้มค่ากับราคาP/Eที่ต้องจ่ายหรือเปล่า) ดังนั้นการนำค่า P/E ไปใช้ในการลงทุนจึงถือว่าเป็นศาสตร์และศิลป์ในคราวเดียวกันนะครับ 

นอกจากการเติบโตของกำไรถูกนับเข้าไปในราคา P/E อารมณ์ของนักลงทุนในตลาดก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดความถูกแพงของค่า P/E เช่นกัน ในช่วง40กว่าปีของตลาดหุ้นไทย ค่า P/E โดยเฉลี่ยจะอยู่ราวๆ12-14เท่า แต่ในช่วงที่ก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ค่า P/E เคยขึ้นไปถึง 29 เท่า และในช่วงปีหลังเกิดวิกฤติกลับตกไปอยู่ที่ 3-5 เท่า ในช่วงที่ใกล้เข้ามาหน่อยก็คือวิกฤติHamburger ในช่วงปี 2008-2009 นักลงทุนมีกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นค่อนข้างมากทำให้ มีการเทขายหุ้นออกมาและราคาหุ้นในตลาดก็ลดลงพร้อมๆกับค่า P/E ที่ลดลงราวๆ 5-7เท่า เท่านั้น จะเห็นว่าค่า P/E จะค่อนข้างเชื่อมโยงอารมณ์ของคนตลาดค่อนข้างมากเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นก่อนลงทุน นักลงทุนควรต้องระลึกอยู่เสมอว่าเรากำลังซื้ออยู่ในช่วงที่ราคาถูกหรือแพง เพื่อสามารถประเมินคร่าวๆได้ว่าโอกาสที่ราคาจะขึ้นไปได้สูงขึ้นมีมากแค่ไหน หรือโอกาสที่ราคาจะต่ำลงมีมากแค่ไหนนะคร้าบบ