มารู้จัก DW

สำหรับนักลงทุนหลายๆคนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น บางครั้งเราก็จะเจอปัญหาคล้ายๆกัน เช่น เงินลงทุนตั้งต้นยังน้อยมาก ได้ผลตอบแทนแค่หลักร้อยหลักพัน ไม่น่าจูงใจเลย หรือบางครั้งเรารู้สึกว่าราคาหุ้นตอนนี้แพงมั่กๆ หาโอกาสที่หุ้นจะขึ้นก็น้อยทำกำไรก็ยาก สำหรับใครที่เจอปัญหาแบบนี้ วันนี้สตางค์คุงจะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับเครื่องมือการลงทุนที่มีชื่อว่า Derivatives Warrant (DW) ซึ่งเป็นเครื่องมือลงทุนที่สตางค์คุงเชื่อว่า ตอบโจทย์! เพราะสามารถขยายผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็ว และทำกำไรได้ในช่วงสภาวะตลาดแพงได้ เหมาะมากกับนักลงทุนที่มีความสามารถรับความเสี่ยงได้สูง ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูกันเลย

ถ้ามองอย่างง่าย DW คือ เครื่องมือทางการเงินประเภทหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับหุ้น โดยเราสามารถทำการซื้อขายหรือขายได้เหมือนหุ้นทั่วๆไปในตลาดนี่แหล่ะครับ ใครที่เคยเปิดบัญชีเทรดหุ้นกับBrokerแล้วก็ไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่ให้ยุ่งยาก วิธีทำกำไรก็เช่นเดียวกับหุ้นคือซื้อที่ราคาเหมาะสมและขายเมื่อราคาสูงกว่าต้นทุน ลักษณะพิเศษของDWคือ DW จะต้องมีหุ้นอ้างอิงและราคาและมูลค่าของDWจะวิ่งขึ้นลงตามราคาของหุ้นอ้างอิง สตางค์คุงยกตัวอย่าง DW มาให้ดูหนึ่งตัวเช่น DW ชื่อ PTT11P1801A วิธีสังเกตว่าDWตัวนี้อ้างอิงมาจากหุ้นตัวไหนเราดูได้จาก3-4หลักแรกของชื่อ อย่าง ตัวนี้เราก็เดาได้ง่ายๆว่าน่าจะอ้างอิงกับราคาของ PTT หรือ ปตท.ที่เรารู้จักนั่นเอง

DW สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 
– CALL DW สำหรับใช้เก็งกำไรขาขึ้น และ 
– PUT DW สำหรับใช้เก็งกำไรเมื่อราคาหุ้นอ้างอิงลง

ต่อไป เรามาดูจุดเด่นที่น่าสนใจของ DW กันบ้าง

อัตราทด
จุดเด่นที่สำคัญของ DW คือเรื่องอัตราทด หรือ พลังทวีนั่นเอง อธิบายอย่างง่าย เช่น สมมติว่าเราเลือกซื้อหุ้น A โดยเราเชื่อแน่ๆว่า ยังไงราคาหุ้น A ก็ต้องขึ้น ถ้าไม่คิดอะไรมาก เราก็เข้าไปซื้อหุ้นA สมมติราคาที่ 10 บาท เมื่อราคาหุ้นเป็น 11 บาท เราก็จะได้กำไรที่ 10%ถูกมั้ยครับ แต่กลับกัน แทนที่เราจะซื้อหุ้นA เราไปซื้อCALL DW ที่มีอัตราทด 5 เท่าแทน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ แทนที่เราซื้อหุ้นแม่แล้วได้กำไร 10% กำไรที่เราจะได้จากกากซื้อDWคือ 50% เพราะกำไรถูกขยายด้วยอัตราทด 5 เท่านั่นเอง โดยเราสามารถที่จะเลือกระดับของGearingตามระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ ถ้าเป็นขาซิ่งหน่อยก็สามาถเลือก gearingสูงๆ แต่ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อยก็ลดระดับGearing ให้เหมาะสมได้

ยิ่งไปกว่านั้นอัตราทดยังมีประโยชน์ในการเพิ่มโอกาสการลงทุนในหุ้น Market Cap ขนาดใหญ่สำหรับผู้มีเงินต้นไม่มาก ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าเรามีเงิน 10,000บาท เราอาจจะติดข้อจำกัดในการซื้อหุ้นที่มี Market Cap ขนาดใหญ่ที่มีราคาเกิน 100 บาทต่อหุ้น (ต้องไปซื้อ odd lot ซึ่งทำให้ต้นทุนการเทรดเพิ่ม) ซึ่งเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นในการซื้อ DW เพราะราคาต่อหน่วยของ DW นั้นถูกกว่าราคาหุ้นอ้างอิง เราจึงไม่ต้องใช้เงินที่มีทั้งก้อนไปลงทุนในหุ้นอ้างอิง แต่เราสามารถใช้เงินในสัดส่วนน้อยกว่า ไปลงทุนใน DW และยังมีโอกาสรับผลตอบแทนเหมือนลงทุนในหุ้นอ้างอิงนั้น นั่นเอง

ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
นอกจากที่เราสามารถทำกำไรในตลาดขาขึ้นจากการซื้อ Call DWแล้ว ในช่วงตลาดขาลงเราก็สามารถทำกำไรได้โดยการซื้อ Put DW ด้วยเช่นกัน สมมติถ้าเราเชื่อว่าหุ้น B จะปรับตัวลง เราก็ไปหาซื้อ PUT DW ในตลาด เมื่อราคาของหุ้นลงตามที่คาด มูลค่าของ DW ก็จะเพิ่มขึ้นหรือก็คือเรากำไรนั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นการลงทุนแบบปกติ ทางเลือกที่เราทำได้มีแค่ขายหุ้นทิ้งไปก่อน แล้วไปรอซื้อใหม่ (Short Against Port) หรือขายชอร์ต (Short Sell) ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าทั้งค่ายืมและหลักประกันต่างๆ หรือถ้าลงทุนตลาดขาลงโดยใช้ TFEX ก็อาจต้องเปิด TFEX แยกต่างหาก ซึ่งอาจไม่สะดวกเท่ากับการซื้อDW ผ่านตลาดเดียวกับที่ซื้อขายหุ้นเลย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยๆอย่างเช่น สมมติว่าเรามีหุ้น C อยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเคยทำกำไรอย่างมากในอดีตและราคาอยู่นิ่งมานานมาก แต่เราไม่แน่ใจว่า ราคาจะไปต่อไหม ที่แน่ๆ ไม่อยากขายหุ้นทิ้ง เราสามารถเลือก Put DW เพื่อป้องกันความเสี่ยงขาลงได้ เนื่องจากราคาของ PUT DW จะวิ่งขึ้นสวนทางกับทิศทางขอราคาหุ้นขาลง จึงสามารถกลบความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

ไม่ถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม
ข้อแตกต่างของ DW กับสินค้าอื่นๆที่ให้ leverage เหมือนกัน (เช่น TFEX) ก็คือ ความเสี่ยงขาดทุนของนักลงทุนจะถูกจำกัดอยู่ที่เงินลงทุนเริ่มต้น ในขณะที่ ถ้าเป็นกรณีที่ขาดทุนใน TFEX นักลงทุน อาจขาดทุนได้มากกว่าเงินลงทุนตั้งต้นได้ เช่นการโดน Margin Call เพิ่มเติม เป็นต้น

มาดูความเสี่ยงของ DW กันเถอะ

ความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือ
เนื่องจากผู้ออก DW ไม่ใช่บริษัทเจ้าของหุ้นแต่เป็นBroker เมื่อผู้ถือใช้สิทธิ ผู้ออกต้องไปหาซื้อหุ้นในตลาดเพื่อรองรับการใช้สิทธิ จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ออกอาจไม่มีหุ้นรองรับการใช้สิทธิ อย่างไรก็ตามความเสี่ยงตรงส่วนนี้ได้มีการควบคุมโดย ก.ล.ต. ที่ได้กำหนดเกณฑ์คุณสมบัติของผู้ที่สามารถออก DW ไว้ นักลงทุนจึงวางใจได้ส่วนหนึ่งว่าผู้ออกต้องมีความน่าเชื่อถือและมีความสามารถที่จะบริหารจัดการความเสี่ยงตามมาตรฐานที่ดีได้

ความเสี่ยงด้านราคา
โดยปกติราคาของ Call (Put) DW จะลดลงเมื่อราคาหุ้นอ้างอิงลดลง (เพิ่มขึ้น) แต่นอกจากนี้อาจจะมีปัจจัยหลายๆอย่างที่ทำให้ราคาของ DW ไม่ได้ขึ้นลงตามหุ้นอ้างอิง เช่น อาจขึ้นกับDemand และ SupplyของDW ขึ้นกับความผันผวนของหุ้นอ้างอิง ขึ้นกับอายุคงเหลือของ DW อัตราดอกเบี้ย เป็นต้น หากนักลงทุนซื้อ DW แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยข้างต้น อาจทำให้ราคา DW ผิดไปจากราคาหุ้นอ้างอิงได้

DW มีอายุที่จํากัด
โดยทั่วไปจะมีอายุ 2 เดือน ถึง 2 ปี ราคาของ DWจะลดลงเรื่อยๆ โดยยิ่งเข้าใกล้วันหมดอายุมากขึ้นเท่าไหร่ ราคา DW จะลดลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อพ้นระยะเวลาที่กําหนด DW จะหมดอายุไป ในกรณีที่DW อยู่ในสภาวะ Out-The-Money มูลค่าของ DW จะมีค่าเท่ากับ 0 นักลงทุนจึงต้องระมัดระวัง และพึงระลึกว่า DW เป็นสินทรัพย์มูลค่าสามารถลดลงได้ตามเวลาที่เหลืออยู่ของสัญญา

ความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง
ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ถือ DW อยากขาย DW ก่อนครบกำหนดอายุตราสาร แต่ไม่สามารถขาย DW ได้ เพราะสภาพคล่องของ DW ไม่มี ทั้งนี้ สภาพคล่องของ DW ขึ้นอยู่กับอุปสงค์หรืออุปทานของ DW และความสามารถในการรักษาสภาพคล่องของผู้ดูแลสภาพคล่อง รวมทั้งข้อกำหนดในการดูแลสภาพคล่องของผู้ดูแลสภาพคล่องแต่ละราย

จบกันไปแล้วกับข้อมูลพื้นฐานของDW จะเห็นว่าDW ประโยชน์มีเยอะมากๆ ขณะเดียวกันสิ่งที่มีประโยชน์มักจะมีความเสี่ยงเป็นของคู่กันเหมือนดาบสองคม ผู้สนใจลงทุนจึงควรต้องศึกษาข้อมูลให้ดี เพื่อมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับผู้ลงทุน

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนใน DW สามารถ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทีเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์https://www.set.or.th/th/products/dw/dw_p1.html ขอให้ทุกคนโชคดีกับการลงทุนนะครับ