5 อาวุธเสริมแกร่งที่เทรดเดอร์ทุกคนควรมี

ถ้าวันนี้คุณถูกสั่งให้ออกไปต่อสู้ในสนามรบ คุณเลือกที่จะหยิบอาวุธอะไรออกไป? แน่นอนว่าคงไม่มีใครกล้าพอที่จะเดินออกไปสู้ด้วยมือป่าว เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดเพื่อที่จะได้กลับออกมาจากสมรภูมิด้วยชัยชนะ ในตลาดการเงินก็เช่นกัน การช่วงชิงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน ก็ไม่ต่างอะไรกับการต่อสู้ในสนามรบ เราต้องแข่งขันกับนักลงทุน และเทรดเดอร์เก่งๆมากมาย ทุกคนมีเป้าหมายที่จะทำกำไรจากตลาด เพราะฉะนั้นการติดอาวุธคู่กายให้กับตัวเองก่อนลงสนามแข่งจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เรารักษาเงินต้น และพบกับชัยชนะได้ วันนี้สตางค์คุงจึงอยากขอนำเสนอ 5 อาวุธที่เพื่อนๆทุกคนควรมีก่อนที่จะออกรบในสนามการเงิน

1) Trading Platform and Chart
โปรแกรมสำหรับ เทรด และอ่านกราฟราคา เป็นเครื่องมือชิ้นแรกที่ทุกคนต้องมี โปรแกรมสำหรับส่งคำสั่งซื้อขาย ควรจะใช้ง่ายและไม่ยุ่งยาก สามารถใช้ส่งคำสั่งได้จากหลายช่องทางทั้งจาก คอมพิวเตอร์ และมือถือ ส่วนกราฟราคาต้องแสดงผลแบบ Real-time และข้อมูลมีความถูกต้องแม่นยำเพื่อที่เราจะได้ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมราคาได้อย่างถูกต้อง ทั้งหมดนี้อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การฝึกฝนการใช้ Trading Platform ให้ชำนาญเป็นเรื่องสำคัญอย่างนึง เพราะในช่วงเวลาที่เราเจอเป้าหมายแล้วนั้น ความเร็วในการเหนี่ยวไก อาจเป็นการช่วงชิง Order ราคาที่ดีที่สุดก็ได้

2) News and Update 
บ่อยครั้งที่ทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาด ถูกกระทบจากข่าวสารที่นักลงทุนได้รับ การที่เราสามารถติดตาม หรืออัพเดทข้อมูลที่มีความสำคัญได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยให้เราสามารถสร้างความได้เปรียบ และวางแผนในการเทรดได้อย่างรัดกุมมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันข้อมูลสามารถหาได้จากหลายช่องทางทั้ง Website หนังสือพิมพ์ และ Facebook Page เช่น Sinthorn โดยเฉพาะหุ้นที่มีความเกี่ยวโยงกับสินค้าประเภท Commodities (น้ำมัน,ถ่านหิน,ทองแดง,ยางพารา ฯลฯ) ราคาหุ้นจะถูกชักนำจากการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าประเภทนี้บ่อยครั้ง ซึ่งเพื่อนๆสามารถติดตามข่าวสารจากต่างประเทศ หรือราคาสินค้า Commodities ผ่านเว็ปไซท์ต่างๆ เช่น https://www.investing.com/หรือ https://tradingeconomics.com/

3) Trading Journal and Spreadsheet (บันทึกประวัติการเทรด) 
อาวุธชิ้นต่อไปที่นักลงทุนควรมี คือบันทึกการเทรด ในการเทรดแต่ละครั้งเรามักจะเจอเหตุการณ์ในรูปแบบที่แตกต่างกัน นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้ามที่จะจดบันทึกความผิดพลาดของตนเองเพราะการนึกถึงการขาดทุนมันเป็นสิ่งที่ทำใจยอมรับได้ยาก แต่นี่คือประเด็นสำคัญ ไม่มีวิธีไหนที่จะพัฒนาฝีมือการเทรดได้เท่ากับการเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง 
เช่นการขาดทุนอย่างหนักเพราะไม่ยอมตัดขาดทุนตามราคาที่ตั้งไว้ หรือเข้าซื้อหุ้นที่ราคาสูงเกินไปเพราะเข้าไปไล่ราคาขณะหุ้นกำลังขึ้นอย่างร้อนแรงการจดบันทึกความผิดพลาดจะเป็นการย้ำเตือนให้เราไม่ทำพฤติกรรมที่ไม่ดี และทำให้ขาดทุน ถ้าเราสามารถลดความผิดพลาดในการเทรดลงได้ เราจะสามารถค่อยๆทำกำไรในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

4) Risk Capital (เครื่องมือช่วยควบคุมความเสี่ยงต่อการเทรด)
การควบคุมความเสี่ยงเป็นเสมือนเกราะป้องกันสำหรับการต่อสู้ในสนามการเงิน ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในแต่ละวัน ยิ่งในสภาวะ Market Panic ความสามารถในการควบคุมความเสี่ยงจะเป็นตัวแยก Smart Investor ออกจากคนทั่วไป 
การลงเงินทั้งหมดในหุ้นเพียงตัวเดียวเป็นได้ทั้งโอกาส และหายนะ เหรียญนั้นมี 2 ด้านเสมอ คนส่วนมากมักจะสนใจเพียงว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปที่เท่าไหร่ จนลืมคิดถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นถ้าไม่เป็นไปตามแผน การจัดสรรเงินอย่างเป็นระบบจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กับการหาสัญญาณซื้อขาย สิ่งที่เราควรให้ความสนใจในการความคุมความเสี่ยงมีดังนี้

4.1) Risk Per Trade 
คือขนาดของการขาดทุนที่นักลงทุนกำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนการเข้าเทรด ซึ่งจะช่วยเป็นเกราะป้องกันไม่ให้นักลงทุนพบกับการขาดทุนขนาดใหญ่ถึงขั้นทำลายพอร์ทการลงทุน โดยส่วนมากความเสี่ยงต่อการเทรดจะกำหนดจากขนาดของพอร์ท และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของนักลงทุนแต่ละคน
ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีพอร์ทการลงทุนอยู่ 1,000,000 บาท โดยเราวางความเสี่ยงไว้ว่าจะขาดทุนไม่เกิน 2% ต่อครั้ง (เท่ากับ 20,000 บาท) สมมติว่า เราเข้าซื้อหุ้น AAA ที่ราคา 10 บาท โดยตั้งใจวางจุดขาดทุนไว้ที่ 9 บาท เราจะสามารถซื้อหุ้นได้ทั้งหมด 20,000 หุ้น เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของความเสี่ยงที่ตั้งไว้

4.2) Risk/Reward (ความเสี่ยงต่อผลตอบแทน)
ความเสี่ยงต่อผลตอบแทน เป็นเรื่องที่เราควรศึกษาเป็นอย่างมากในการเทรด เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้เราสามารถคิดความคุ้มค่าในการเทรดแต่ละครั้งได้
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราตั้งใจที่จะเข้าซื้อหุ้น AAA ที่ราคา 10 บาท โดยมีราคาเป้าหมายที่ 12 บาท และจุดตัดขาดทุนที่ 9 บาท เพราะฉะนั้นเราจะมี Risk/Reward 1 ต่อ 2
Risk = ต้นทุน – จุดตัดขาดทุน (10-9 =1)
Reward = ราคาเป้าหมาย – ต้นทุน (12-10 = 2)
Risk ต่อ Reward ไม่ควรจะต่ำกว่า 1:1 ไม่เช่นนั้นแล้วในระยะยาว เทรดเดอร์จะพบกับความยากลำบากในการเทรด เนื่องจากจำนวนเงินเวลาที่ได้กำไรจะน้อยกว่าเงินที่เสียไปในเวลาที่ขาดทุน

5) Strategy Toolbox (กลยุทธ์การเทรดต่างๆ)
ในตลาดการเงินจะมีแนวโน้มที่เกิดขึ้นอยู่หลักๆ 3 รูปแบบ คือ แนวโน้มขาขึ้น แนวโน้มขาลง และแนวโน้มออกข้าง เป็นการยากที่เราจะใช้กลยุทธ์การเทรดเดียวทั้ง 3 สภาพวะตลาด เพราะในแต่ละแนวโน้ม พฤติกรรมราคาก็จะมีการเคลื่อนที่ที่แตกต่างกัน เช่น ในแนวโน้มขาขึ้นกลยุทธ์ Breakout จะเป็นที่นิยมมาก เพราะเมื่อราคาหุ้นทะลุผ่านแนวต้านสำคัญ ราคาก็จะขึ้นต่อไปอย่างแข็งแกร่งแต่ในแนวโน้มขาลงหรือ Sideways จะพบการ Breakout แบบหลอกบ่อยครั้ง คือราคาทะลุขึ้นไปและตกกลับมา เพราะฉะนั้นการมีกลยุทธ์ที่หลากหลายจะทำให้เราสามารถรับมือกับทุกๆสภาวะตลาดได้

โลกของการต่อสู้ในตลาดการเงินเป็นเหมือน Zero Sum Game เมื่อมีคนชนะ ก็ย่อมมีคนที่แพ้เช่นกัน มันไม่มีทางลัดที่จะประสบความสำเร็จในสนามแห่งนี้ การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และการเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานะการณ์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ สตางค์คุงหวังว่า 5 อาวุธคู่กายที่ได้นำเสนอไปในวันนี้จะช่วยปกป้องเพื่อนๆในการต่อสู้ และช่วยให้สามารถเก็บชัยชนะในสมรภูมิแห่งนี้ได้ครับ