MSCI เพิ่มน้ำหนักหุ้นใครได้ใครเสีย

ในสัปดาห์ที่ผ่านๆมา นอกเหนือจากประเด็นเรื่องความร้อนแรงทางการเมืองแล้ว เรื่องราวในตลาดหุ้นเองก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน เมื่อมูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา มีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 2 แสนล้านบาท นับเป็นปริมาณการซื้อขายที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหุ้นไทยมากว่า 44 ปี โดยอานิสงส์หลักมาจากการที่ผู้คำนวณดัชนีหุ้นระดับโลกอย่าง MSCI ได้มีการปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยเพิ่มในดัชนี อย่างไรก็ดีแม้จะมีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ดัชนีหุ้นไทยกลับปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้หลายคนสงสัยว่าการปรับน้ำหนักของหุ้นไทยโดย MSCI จะเป็นผลดีต่อตลาดจริงหรือไม่ในระยะยาว

MSCI ซึ่งเป็นผู้คำนวณดัชนีหุ้นชั้นนำระดับโลก จะมีการปรับเพิ่มหรือลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นของแต่ละประเทศอยู่เป็นประจำเสมอ โดยเมื่อมีการปรับเพิ่มหรือลดน้ำหนักหุ้นในดัชนี ก็จะส่งผลให้นักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีการลงทุนโดยอ้างอิงตามดัชนี (เช่น กองทุนอีทีเอฟ) ทำการปรับน้ำหนักการลงทุนเข้าหรือออกในตลาดหุ้นนั้นๆเช่นเดียวกัน โดยในส่วนของตลาดหุ้นไทย ทาง MSCI ได้มีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนจาก 2.4% เป็น 2.9% ทำให้มีคำสั่งซื้อของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาปรับพอร์ทเป็นจำนวนมาก (Big Lot) โดยแม้จะมีปริมาณเม็ดเงินซื้อสุทธิโดยนักลงทุนต่างชาติสูงถึง 12,534 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้ทำให้ดัชนีปรับขึ้นมากนัก เพราะคำสั่งเข้ามาหลังจากตลาดปิดทำการแล้ว

ในระยะสั้น ผลของการที่ MSCI ปรับสัดส่วนดัชนีหุ้นไทยเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจในสายตาของนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น และเป็นการช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยให้มากขึ้นด้วย เนื่องจากในอดีต ทาง MSCI จะนำเฉพาะจำนวนหุ้นที่มีการซื้อขายในตลาดเสรี หรือฟรีโฟลท เข้ามาคำนวณน้ำหนักในดัชนีเท่านั้น แต่ครั้งล่าสุดนี้ ได้มีการปรับเพิ่มด้วยการนำ NVDR หรือใบแสดงสิทธิในหลักทรัพย์อ้างอิงไทยที่ช่วยให้ชาวต่างชาติสามารถถือครองหุ้นได้โดยไม่ติดเพดานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการคำนวณดัชนีด้วย ทำให้ปริมาณหุ้นที่ถูกจัดเข้ามาคำนวณในดัชนีมีมากขึ้น และช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาด โดยเมื่อตลาดมีสภาพคล่องมากขึ้นก็ย่อมจะดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อขายมากขึ้น อย่างไรก็ดี การที่ MSCI ได้นำ NVDR เข้ามาคำนวณในดัชนีด้วยกัน ก็มีผลลบที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่ไม่น้อยเช่นกัน  เพราะต้องอย่าลืมว่าผู้เล่นรายหลักๆของ NVDR คือนักลงทุนต่างชาติ เมื่อเกิดภาวะที่ตลาดโลกมีความผันผวนหรือความไม่แน่นอนสูงและนักลงทุนมีแนวโน้มที่จะปรับตัวไปอยู่ใน mode เลี่ยงความเสี่ยง (Risk-Off) ก็จะมีการเทขาย NVDR ออกมาก่อน นอกจากนี้ต้นทุนการกู้ยืมของ NVDR เองก็ต่ำกว่าหุ้นปกติที่มีการซื้อขายกัน ทำให้นักลงทุนต่างชาติสามารถทำการ ยืมหุ้นขายออกไปก่อน (short sale) แล้วค่อยย้อนกลับมาซื้อใหม่เมื่อตลาดปรับตัวลงได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งด้วยสภาพคล่องที่สูง และต้นทุนที่ต่ำในการทำ short-sale ในภาวะตลาดขาลงก็จะทำให้ตลาดหุ้นมีโอกาสเกิดความผันผวนสูงกว่าแต่ก่อนด้วยเช่นเดียวกันดังนั้นการที่ MSCI ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนของหุ้นไทยในดัชนี แม้จะดูเหมือนเป็นสิ่งที่ดีแต่ก็ต้องระวังในเรื่องความผันผวนที่จะเพิ่มขึ้นต่อจากนี้ด้วย

ทั้งนี้ นับจากนี้จนกว่าจะมีการปรับน้ำหนักดัชนีครั้งใหม่ในรอบไตรมาสหน้า คงไม่มีปัจจัยบวกจาก MSCI เกิดขึ้นเพิ่มเติม นักลงทุนจึงต้องติดตามปัจจัยรอบตัวอื่นๆเป็นหลักทั้งในและนอกประเทศ โดยปัจจัยในประเทศจะขึ้นกับหน้าตาของรัฐบาลและรัฐมนตรีในตำแหน่งต่างๆหลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นไทยในระยะสั้น ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ เริ่มมีข่าวดีในความคลี่คลายด้านสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนและเม็กซิโก รวมไปถึงการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯอาจจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในกลางปีนี้ ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวมาได้ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์หลายสำนักมีมุมมองว่าตลาดมองแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯในแง่บวกจนเกินไป เพราะในความจริงแล้ว เศรษฐกิจสหรัฐฯยังไม่ได้ชะลอตัวจนถึงขั้นธนาคารกลางสหรัฐฯจะต้องลดดอกเบี้ยนโยบายในเร็วๆนี้ ในขณะที่ประเด็นสงครามการค้า ก็เห็นกันอยู่ตลอดเวลาว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายได้เป็นรายวัน ในช่วงระยะสั้นที่หุ้นขึ้นมาในช่วงนี้ จึงยังไม่ควรรีบร้อนเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมนัก เพราะดูเหมือนการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นปัจจุบันน่าจะเป็นการปรับขึ้นในรอบสั้นๆตามข่าวมากกว่า