เพิ่มพลังการเทรดด้วยกฎ 80 20

เคยสังเกตไหมว่าร้านอาหารยอดฮิตที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า คนต่อคิวกันยาวเยียด ก็ไม่ใช่ว่าอาหารเขาจะอร่อยกันไปซะทุกเมนู สมมติถ้าในร้านมีอาหารให้เลือกสัก 100 เมนู พบว่าเมนูที่ขายดีจริงๆ มักจะเป็น 20 รายการแรกที่ติดชาร์ทอยู่หัวตาราง และคิดเป็นยอดขายถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนยอดขายอีก 20 เปอร์เซ็นต์ จะมาจาก 80 รายการที่เหลืออยู่ท้ายตาราง สิ่งนี้คล้ายกับกฏ 80/20 ของพาเรโตนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียน ที่กล่าวไว้ว่า “สิ่งที่สำคัญหรือมีประโยชน์จะมีอยู่เป็นจำนวนที่น้อยกว่าสิ่งที่ไม่สำคัญ หรือไม่มีประโยชน์ซึ่งมีจำนวนที่มากกว่า” หลายคนอาจจะเคยคุ้นหูเกี่ยวกับกฎนี้ เนื่องจากกฏ 80/20 เป็นที่นิยมใช้กันมากในหลักการบริหารธุรกิจ การขาย เศรษฐศาสตร์ และอีกหลายๆสาขาอาชีพ แต่ในโลกของการลงทุน เราสามารถใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างจากหลักการนี้ วันนี้สตางค์คุงจึงอยากจะชวนเพื่อนๆมาแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับเรื่องกันนี้ครับ

แล้วเราจะเอากฏนี้มาช่วยเพิ่มพลังให้การเทรดได้อย่างไร ในอีกมุมหนึ่งถ้าเราเอาหลักการนี้มาประยุกต์ใช้แบบ “ทำน้อยได้มาก” เราจะได้ผลลัพธ์เพิ่มอย่างไม่น่าเชื่อจุดสำคัญอยู่ที่การตัดสินใจที่จะเลือกเน้นสิ่งที่สำคัญมากกว่าซึ่งเป็นกิจกรรม 20% ที่ส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ 80% แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้การใช้แรง 20 ถึงจะได้ผลลัพธ์ 80 เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายๆตัว

วัตถุประสงค์หลักที่คนส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นคือการทำเงิน หลายคนมองว่าการที่เราจะประสบความสำเร็จในโลกของการลงทุนได้ ต้องตัดสินใจได้ถูกต้อง และเทรดได้กำไรบ่อยครั้ง แต่ความจริงมันไม่จำเป็นเสมอไป เพราะจำนวนของครั้งที่กำไร ไม่สำคัญเท่าจำนวนเงินที่เราทำได้ ถ้าเราตัดสินใจถูกต้อง 10 ครั้งได้เงิน 10 บาท กับตัดสินใจถูกต้อง 1 ครั้งได้เงิน 100 บาท เป็นคุณจะเลือกอย่างไหน? ทุกคนเข้ามาในตลาดหุ้นวัตถุประสงค์หลักๆก็เพื่อทำกำไร ไม่ใช่วัดจำนวนครั้งที่เราตัดสินใจได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นการ “Let’s Profit Run” หรืออยู่กับหุ้นที่เราเลือกได้ถูกต้องให้นานที่สุดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้พอร์ทของเราเติบโตได้อย่างรวดเร็ว โดยเราอาจใช้หลักการของ “Tralling Stop” เข้ามาช่วยในการรันเทรน โดยการขยับจุด Lock กำไรขึ้นไปตามการยกตัวของราคา

ตัวอย่างเช่น
เข้าซื้อ หุ้น AAA ที่ราคา 10 บาท โดยตั้งจุด Stoploss ไว้ที่ 9 บาท ต่อมาราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปที่ 11 บาท เราจึงเลื่อนจุด Stoploss เพิ่มขึ้นมาที่ 10 บาท (ถึงตรงนี้เราก็ปิดประตูขาดทุนไปได้แล้ว เพราะเมื่อราคาตกกลับลงมาเต็มที่ก็เพียงแค่เท่าทุน) หลังจากนั้นราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปอีกถึง 12 บาท เราก็เลื่อนจุด Stoploss ขึ้นมาไว้ที่ 11 บาท ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าราคามีการทะลุจุดที่เรากำหนดไว้

หลายคนคงแปลกใจที่ทำไมเวลาส่วนใหญ่ในการเทรดทั้งหมดคือการ “รอ” แต่รู้ไหมว่าการรอนั้นเป็นทักษะที่สำคัญมากที่แบ่งแยกท็อปเทรดเดอร์ออกจากเทรดเดอร์ทั่วไป เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์จะรอโอกาสของเขาอย่างใจเย็น และเตรียมพร้อม แล้วสิ่งที่เราควรรอคืออะไร

สิ่งที่เราควรรอมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย

ไม่ใช่ทุกวันที่ท้องฟ้าสดใส และเหมาะแก่การหาปลา การเทรดก็เช่นกัน ไม่ใช่ทุกวันที่ตลาดจะทำตัวน่ารัก และแจกเงินให้กับเราง่ายๆ การเฝ้ารอสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยต่อกลยุทธ์ หรือรูปแบบการเทรดของเรา จึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าในสภาวะตลาดที่เป็นขาลง หรือมีความผันผวนสูง อาจทำให้เทรดเดอร์มือใหม่ที่ยังมีประสบการณ์ไม่มาก ต้องเสียเงินในพอร์ทออกไปอย่างรวดเร็ว แม้จะเลือกเทรดหุ้นที่มีพื้นฐานดีก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ในช่วงที่ตลาดเป็นสภาพวะกระทิง หรือขาขึ้น การเลือกหุ้นกำไรธรรมดาๆ เติบโตไม่โดดเด่นมาซักตัว ก็อาจทำกำไรให้เราได้ง่ายๆ จากอารมณ์ของฝูงชนในขณะนั้น

ในทุกวันของการเทรดจะมีหุ้นที่พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างรุนแรง ซึ่งดูแล้วน่าหลงไหลในการเข้าไปทำเงินอย่างรวดเร็ว แต่บ่อยครั้งกลับทำให้หลายๆคนที่คิดจะทำเงินต้องกลับกลายเป็นเสียเงินไปอย่างรวดเร็วแทน
การเทรดตลอดเวลา ตามฝูงชน หรืออารมณ์ของตลาด โดยขาดแบบแผนในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล อาจจะทำให้เราเกิดอาการที่เรียกว่า Over Trading ซึ่งโรคนี้ทำให้เทรดเดอร์เก่งๆหลายคนเสียเงินกันมามากมายนับไม่ถ้วน สิ่งที่น่ากลัวอย่างหนึ่งสำหรับมือใหม่คือ การที่ไม่สามารถรอ และถือเงินสดได้ ทุกครั้งที่มีเงินสดในพอร์ทต้องพยายามเข้าเทรดให้ได้ ทั้งๆที่อาจจะไม่ใช่สภาวะตลาดที่ดี และไม่ใช่รูปแบบราคาที่เราถนัด มันจะดีกว่าสำหรับมือใหม่ ที่จะตัดสินใจให้น้อยครั้ง และรอรูปแบบราคาที่มีโอกาสชนะสูง พร้อมกับเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี กำไรโตโดดเด่น

ในหัวข้อสุดท้ายนี้ อาจจะไม่ได้ใช่ Concept ของกฏ 80/20 แบบตรงตัว แต่นำมาเปรียบเทียบเป็นอัตราส่วนตัวเลขแทน เชื่อไหมว่าเป็นเรื่องแปลกมากที่คนส่วนใหญ่ในตลาดไล่ตามหาวิธีการเทรดที่ได้กำไรแน่นอน ในสถานที่ที่ไม่มีความแน่นอนแม้แต่น้อย สิ่งต่างๆสามารถที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้นได้ทุกวันในตลาดหุ้น ตึกถล่ม ไฟไหม หรือคำพูดสั้นๆของผู้มีอิทธิพลคนเดียวก็สามารถจะสร้างความผันผวนให้แก่ตลาดหุ้นได้ แต่คนส่วนมากก็ยังใช้เวลาส่วนใหญ่ของพวกเขาไล่ตามหาวิธีการเทรดที่ให้ผลกำไรแน่นอน การที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าวิธีการหรือกลยุทธ์การเทรดไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการที่เราต้องรู้จักควบคุมความเสี่ยงของเราทุกครั้งที่เข้าเทรด เพราะไม่มีอะไรสามารถมาการันตีให้เราได้ว่าการเทรดครั้งนี้จะได้รับชัยชนะ และได้กำไร การสร้างวินัยในการควบคุมความเสี่ยงแม้ว่าเราจะมั่นใจกับหุ้นตัวนั้นมากเพียงใด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เราสามารถอยู่รอด และทำกำไรในตลาดได้ในระยะยาว การเรียนรู้เกี่ยวกับ money management อาจทำได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ทำได้ยากกว่าคือการรักษาวินัย และปฏิบัติตามกฏที่เราตั้งไว้ เลือกวิธีหรือกลยุทธ์ที่เข้าใจง่าย และไม่ซับซ้อน โดยกำหนดผลการขาดทุนที่เรารับได้ และไม่กระทบกับเงินในพอร์ทมากเมื่อตัดสินใจผิด เพียงเท่านี้ก็จะสามารถช่วยให้จิตใจ และการตัดสินใจของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นในขณะที่เทรด

การเทรดด้วย Mindset ของกฏ 80/20 น่าจะช่วยให้เพื่อนๆหลายคนได้เปลี่ยนมุมมองต่อการเทรดไปได้ไม่มากก็น้อย เพราะการทำกำไรมากๆในตลาดไม่จำเป็นต้องมาจากจำนวนครั้งที่ได้กำไรเสมอไป สตางค์คุงหวังว่าสิ่งที่ได้นำมาแบ่งปันในวันนี้จะช่วยเปิดมุมมองในการเทรดด้านใหม่ๆ และช่วยให้เพื่อนๆสามารถทำกำไรแบบตีไม้เดียวโฮมรันได้เลย อย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ เพราะฉะนั้นก่อนจะเหนี่ยวไกทุกครั้งอย่าลืมกำหนดความเสี่ยงให้เหมาะสม สำหรับใครที่ยังทำกำไรได้น้อย หรือยังไม่ได้ ลองหยุดตัวเองแล้วเริ่มมองจุดที่เราให้ความสำคัญผิดพลาดไป เริ่มเปลี่ยนความเคยชินในกิจวัตรประจำวัน และการตัดสินใจในการซื้อขาย อาจจะแปลกแต่เป็นเรื่องจริงที่ปัญหาของเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ใช่ความรู้ที่มี แต่คือการชนะใจตัวเอง