วิเคราะห์งบของหุ้นธนาคารพาณิชย์

วันนี้สตางค์คุงอยากมาพูดถึงธุรกิจธนาคารพาณิชย์กัน ธนาคารพาณิชย์ที่เรารู้จักกัน จะทำหน้าที่ รับฝากเงินจากประชาชนทั่วไป โดยให้ดอกเบี้ยเงินฝากเป็นผลตอบแทนแก่ผู้ฝาก และนำเงินก้อนนี้ไปปล่อยกู้ให้กับผู้กู้ที่ต้องการนำเงินไปใช้ในวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป เช่น นำไปลงทุนทำธุรกิจ หรือ ผ่อนบ้านผ่อนรถก็ว่ากันไป โดยได้กำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้ และดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับคนฝากเงิน (หรือ Spread) นั่นเอง 
นอกจากการปล่อยกู้แล้วธนาคารยังสามารถหารายได้ จากการให้บริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการคิดค่าบริการโอน/ถอน/จ่ายชำระเงิน บริการบริหารสินทรัพย์ การขายประกัน หรือมีการบริหารสภาพคล่องส่วนเกิน โดยนำเงินของธนาคารบางส่วนไปลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ต่างๆด้วย ทีนี้สำหรับนักลงทุนอาจจะสงสัยว่า การที่เราดูว่าธนาคารพาณิชย์ไหนมีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดี มีหลักการดูอย่างไรละ วันนี้สตางค์คุงขออาสาช่วยเพื่อนๆเริ่มต้นการวิเคราะห์ธนาคารพาณิชย์ โดยมาทำเข้าใจโครงสร้างของงบการเงินของธนาคารพาณิชย์กัน ไปดูกันเล้ย!

เริ่มต้นที่งบดุลของธนาคาร ซึ่งเริ่มต้นที่ด้วยสินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น คล้ายๆกับธุรกิจอื่นๆทั่วไป ที่จะแตกต่างจากธุรกิจอื่นคือ รายละเอียดที่ภายใต้ สินทรัพย์และหนี้สิน

รายการใหญ่ที่สำคัญภายใต้รายการสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์คือ สินเชื่อสุทธิ ซึ่งเกิดจาก การนำสินเชื่อรวม มาหักลบด้วยการตั้งสำรอง เวลานักวิเคราะห์คุยกันว่า ธุรกิจBank ปีนี้จะโตหรือไม่โต เค้าจะดูที่สินเชื่อรวม และสินเชื่อสุทธินี่แหละครับ เพราะเป็นสินทรัพย์หลักของธนาคารที่จะก่อให้เกิดรายได้ (คือเงินก้อนที่เราเอาไปปล่อยกู้นั่นเอง) ถามว่าสำคัญแค่ไหน ให้ดูที่ขนาดเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมด จะอยู่ที่ประมาณ70% -80% เลยทีเดียว

ในส่วนของการตั้งสำรอง รายการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อธนาคารมีหนี้เสียมากขึ้น คือลองนึกตามความเป็นจริงว่าเวลาธนาคารปล่อยกู้เงิน มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะได้เงินคืนมาทั้ง100% อาจมีธุรกิจที่ยืมไปล้มละลาย ไม่สามารถจ่ายเงินคืนมา ธนาคารก็จะมาตั้งเป็นรายการตั้งสำรอง เหมือนเป็นการบอกว่าหนี้ที่ปล่อยไปนี่คือตัดสูญไปแล้ว และจะเอารายการนี้ไปหักลบกับสินเชื่อรวมนั่นเองครับ

จากฝั่งสินทรัพย์ เรามาดูฝั่งหนี้สินกันบ้าง รายการใหญ่ที่สำคัญภายใต้รายการหนี้สินของธนาคารพาณิชย์คือ 1) เงินฝากนั่นเอง (เงินฝากที่ประชาชนทั่วไป เอาไปฝากที่ธนาคาร ก็จะเป็นหนี้สินของธนาคาร หรือก็คือ ธนาคารติดหนี้เรานั่นเอง) 2) เงินกู้ยืมระหว่างธนาคาร นอกจาก ธนาคารจะยืมเงินจากประชาชนทั่วไปแล้ว ยังยืมกันเองในบางกรณีด้วย (ที่เค้าเรียกกันว่า Interbank loan) ทั้ง 2 รายการนี้คิดเป็นประมาณ 70-80% ของหนี้สินทั้งหมด โดยหนี้สินจะเป็นฝั่งที่สร้างค่าใช้จ่ายให้กับธนาคาร (เช่นดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้กับคนที่เอาเงินมาฝาก)
เวลานักวิเคราะห์พูดถึงงบดุลของธนาคารก็จะพูดถึง ภาพรวมก็จะพูดถึงสินเชื่อว่าจะโตหรือไม่ เพราะจะกระทบกับการเติบโตของรายได้ แล้วก็จะพูดถึงเรื่องตั้งสำรองเพื่อจะดูแนวโน้มของหนี้เสียที่อาจเพิ่มขึ้น และเค้าอาจจะพูดถึงเงินฝาก(ฝั่งหนี้สิน) ในแง่ที่ว่าเงินฝากจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงยังไง และยังชอบพูดถึงดอกเบี้ยจะขึ้นหรือหรือดอกเบี้ยจะลง เพราะมันจะกระทบต่อค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นของธนาคารนั่นเอง

รายได้ดอกเบี้ย : เป็นดอกเบี้ยที่ได้จากการปล่อยสินเชื่อ (สินเชื่อรวมที่เห็นในบัญชีงบดุล)

รายจ่ายดอกเบี้ย : เป็นดอกเบี้ยที่ธนาคารต้องจ่ายออกให้กับคนที่นำเงินมาฝาก

รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ : เกิดจากการนำรายการข้อ 1 (รายได้ดอกเบี้ย นำมาลบกับข้อ2 (รายจ่ายดอกเบี้ย) ถ้าเปรียบเทียบรายการนี้เทียบกับรายการในบริษัททั่วไปก็คงเป็น รายได้หลัก หรือรายได้บรรทัดแรกนั่นเอง โดยปกติเวลาเราดูดอกเบี้ยรับสุทธิ เราจะวิเคราะห์เป็นตัวเลขโดดๆ ไม่ได้ เราต้องเอาไปหารกับเงินปล่อยกู้เสียก่อน ซึ่งจะได้เป็นตัวเลข อัตราดอกเบี้ยรับสุทธิ (Net Interest Margin หรือ NIM) ใช้ในการบอกประสิทธิภาพการทำกำไรจากธุรกรรมการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ยิ่งNIM สูงมากเท่าไหร่ อาจแปลความได้ว่า ธนาคารมีความสามารถที่จะกู้(รับฝากเงิน)โดยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำ หรือ อีกทางหนึ่งก็คือมีความสามารถที่ปล่อยกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยที่สูง (ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง) ถ้าเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ก็คงคล้ายๆกับ Gross Profit Margin นั่นเอง

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย : รายได้ที่นอกเหนือจากการปล่อยสินเชื่อ เช่น ขายประกัน ซื้อเช็ค โอน/จ่ายเงิน กดATM ซื้อกองทุน ฯลฯ
รายได้ของธนาคาร จะแบ่งเป็น รายได้ดอกเบี้ยคิดเป็น60-70% ของรายได้ทั้งหมด และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยคิดเป็นสัดส่วนรายได้ที่ 30-40% แนวโน้มในปัจจุบันธนาคารจะพยายามที่จะเพิ่มสัดส่วนของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมากขึ้น เพราะมีความผันผวนน้อยกว่ารายได้ดอกเบี้ย

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน : คือค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย โดยส่วนใหญ่เลยคือค่าใช่จ่ายเงินเดือนพนักงาน (70% ขอค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน) ที่เหลือก็จะเป็นค่าเสื่อมราคาอาคาร และค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ

ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญ : หลักการคือ ธนาคารที่เป็นคนปล่อยกู้มีแนวคิดว่าเงินที่ปล่อยกู้ไป อาจมีบางส่วนที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระคืนได้ ทางธนาคารก็จะมีการตั้งค่าใช้จ่ายส่วนนี้เผื่อไว้ก่อนเลย (เลยเรียกว่าค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไง “เผื่อไว้” ว่าหนี้จะสูญ) การตั้งสำรองจะคิดเป็น%ของสินเชื่อ ถ้าธนาคารพาณิชย์มีหนี้เสียเพิ่มขึ้น ก็จะต้องมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นโดยต้องดูจากช่วงเวลาที่ลูกหนี้ใช้ในการชำระหนี้ เช่น ถ้าลูกหนี้จ่ายเงินครบตามกำหนดเวลาตลอด ก็อาจจะตั้งค่าเผื่อหนี้สูญน้อย แต่ถ้าลูกหนี้ขาดส่งหลายเดือน ก็จะมีการตั้งสำรองหนี้สูงขึ้นไปด้วย ส่วนใหญ่ปริมาณค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะขึ้นลงตามแนวโน้มการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของ NPL และสภาพสภาวะเศรษฐกิจ นั่นเอง 

ในตอนนี้สตางค์คุงหวังว่าเพื่อนๆจะเข้าใจนิยามรายการแต่ละรายการในงบการเงินธนาคารพาณิชย์ว่ามีอะไรบ้าง รวมถึงวิธีการดำเนินงานภาพรวม ตอนหน้าสตางค์คุงจะพาเพื่อนๆไปดูวิธีวิเคราะห์แต่ละรายการกัน ว่าเวลาเอางบมากางแล้วเนี่ย เค้าจะต้องเน้นที่จุดไหนเป็นพิเศษ รายการที่ต้องให้ความสำคัญมีอะไรบ้าง รับรองว่าเพื่อนจะสามารถอ่านงบธนาคารพาณิชย์ด้วยความเข้าใจมากขึ้นแน่นอน! แล้วเจอกันอีกนะครับ!