การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินของหุ้นธนาคารพาณิชย์

ในบทความเรื่องการวิเคราะห์งบหุ้นธนาคารพาณิชย์ เราได้มีการเล่าถึงงบดุลและงบกำไรขาดทุน รวมถึงลักษณะของธุรกิจของกิจการธนาคารพาณิชย์กันไปแล้ว วันนี้เราจะไปเจาะลึกยิ่งขึ้นกับการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินว่า มีแง่มุมไหนที่ควรสนใจ เพื่อให้เพื่อนๆเวลาไปอ่านงบการเงินหรือบทวิเคราะห์ สามารถที่จะเข้าใจถึงสถานการณ์ของธนาคารและสามารถเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่างกลุ่มธนาคาร รวมถึงสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจที่จะลงทุนได้ ถ้าพร้อมแล้ว เราไปดูกันได้เลยครับ

ความสามารถในการทำกำไรดูได้จากอะไรบ้าง? ตามมาดูกันเลย

สินเชื่อยิ่งเติบโตมากหมายถึงธนาคารปล่อยกู้มาก รายได้ดอกเบี้ยก็จะเข้ามามาก ถ้าการเติบโตน้อยอาจหมายถึงธนาคารขาดศักยภาพในการปล่อยสินเชื่อ โดยเวลาเปรียบเทียบว่าปล่อยมากหรือน้อยเกินไป จะต้องเปรียบเทียบกับ GDP โดยปกติการเติบโตของสินเชื่อจะคิดหรือประมาณไว้ที่ 1.5 เท่าของ GDP ถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม ถ้ามากกว่า 2 ธนาคารอาจจะต้องมาเริ่มควบคุมการปล่อยกู้และความเสี่ยงกันมากขึ้น

คือการ นำอัตราดอกเบี้ยรับ (คำนวนโดย นำรายได้ดอกเบี้ย หารด้วย สินเชื่อทั้งหมด) มาลบกับ อัตราดอกเบี้ยจ่าย (คำนวนโดย นำค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย มา หารด้วย เงินฝากทั้งหมด) เช่น อัตราดอกเบี้ยรับ เท่ากับ 8% อัตราดอกเบี้ยจ่ายเท่ากับ 5% ก็จะได้ Spread ที่ 3% เป็นต้น 

การดูSpread อาจบอกได้คร่าวๆว่าธนาคารได้ส่วนต่างจากการปล่อยกู้เท่าไหร่ แต่ความจริงก็ยังไม่ถูกต้องซะทีเดียว เช่น สมมติธนาคารมีเงินฝากอยู่ 10,000บาท โดยจ่ายดอกเบี้ยผู้ฝาก200 บาท หรือก็คือมีอัตราดอกเบี้ยจ่ายอยู่ 2% แล้วสมมติเพิ่มเติมอีกสองกรณี คือ 

กรณีที่1 ธนาคารปล่อยกู้ 1,000 บาท ดอกเบี้ย 100 บาท และ
กรณีที่ 2 ธนาคารปล่อยกู้ 10,000 บาท แล้วได้ดอกเบี้ย 1,000 บาท 

จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 กรณีมีอัตราดอกเบี้ยรับ เท่ากับ 10% และจะได้ Spread เท่ากับ 8% เท่ากัน แต่ความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริงต่างกันสิ้นเชิง เพราะกรณีที่ 1 ยังขาดทุนอยู่ 100 บาท ขณะที่กรณีที่ 2 จะกำไรอยู่ที่ 800 บาท ดังนั้นช่วงหลังๆมานี้คนจะไม่ค่อยดู Spread กัน แต่จะมาดูอัตราส่วนอีกตัวนึงแทนที่เรียกว่า Net Interest Margin (NIM)

คือ การเอา ดอกเบี้ยรับ ลบ ดอกเบี้ยจ่าย แล้วนำมาหารด้วยสินเชื่อทั้งหมด ซึ่งจะแปลความหมายได้ว่า บนฐานสินเชื่อที่ปล่อยออกไป สามารถสร้างส่วนต่างดอกเบี้ยรับเท่าไหร่ ซึ่งจะสามารถเปรียบเทียบได้ดีกว่าการดู Spread เพราะใช้ฐานเดียวกันคือสินเชื่อ โดยปกติการอ่านค่า NIM เค้าจะต้องดูควบคู่กับอัตราส่วนอีกตัวหนึ่งคือ Loan-to-Deposit Ration หรืออัตราส่วนเงินปล่อยกู้ต่อเงินฝาก

คือ อัตราส่วนสินเชื่อหารด้วยเงินฝาก ถ้าอัตราส่วนนี้เยอะ จะหมายถึง ธนาคารปล่อยกู้เยอะเมื่อเทียบกับเงินฝาก ถ้าอัตราส่วนนี้น้อยจะหมายถึง ธนาคารปล่อยกู้น้อยเมื่อเทียบกับเงินฝาก โดยปกติอัตราส่วนนี้จะไม่เกิน 100% ตอนช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งมีหลายธนาคารที่ปล่อยกู้เกินเงินฝาก (อัตราส่วนเกิน 100%) แล้วเกิด Panic ผู้ฝากแห่กันมาถอนเงิน กลายเป็น ธนาคารไม่มีเงินจะจ่ายคืนผู้ฝาก หลายๆธนาคารเลยล้มหายตายจากไป (สตางค์คุงเล่าให้ฟังถึงตอนนี้อย่าเพิ่งกลัวว่าธนาคารจะไม่มีจ่ายคืนนะครับ เพราะหลังจากวิกฤตปี 40 ประเทศไทยจัดตั้งกองทุนประกันเงินฝากขึ้น ในกรณีที่สถาบันการเงินใดประสบปัญหาและถูกเพิกถอนใบอนุญาต ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินนั้นทุกรายจะได้รับเงินฝากคืนตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างรวดเร็ว)
ปกติอัตราส่วนนี้จะใช้ดูคู่กับ NIM ด้วย สมมติว่ามีธนาคาร 2 แห่งที่มี NIM เท่ากันที่ 5% ธนาคารที่มี Loan-to-Deposit Ratio ต่ำกว่าย่อมได้เปรียบกว่า เพราะหมายถึง ธนาคารสามารถปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอีกธนาคารหนึ่ง หรือ ในอีกมุมหนึ่งอาจหมายถึงธนาคารมีต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำกว่าอีกธนาคาร นั่นเอง

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยของธนาคารจะมาจาก ตู้ ATM / ค่าธรรมเนียมโอน/ฝาก/จ่ายเงิน ค่าเบี้ยประกันชีวิต ค่าบริการบริหารสินทรัพย์ รายได้จากบัตรเครดิต ฯลฯ ซึ่งเวลาเราวิเคราะห์เราจะมาทำเป็นอัตราส่วนโดยนำรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย หารด้วย (รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ + รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย) โดยปกตินักวิเคราะห์จะชอบให้มีสัดส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ในสัดส่วนที่สูง เพราะเป็นรายได้ที่มีความผันผวนน้อย และอัตรากำไรค่อนข้างดี และที่สำคัญเป็นรายได้ที่ไม่ต้องมานั่งตั้งสำรองเหมือนรายได้ดอกเบี้ยด้วย

คือค่าใช้จากในการดำเนินงานเทียบกับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิรวมกับรายได้อื่นที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิ พวกค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ก็อย่างเช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าใช้จ่ายอาคาร สถานที่ ฯลฯ อัตราส่วนนี้จะบอกถึงความสามารถในการบริหารค่าใช้จ่ายว่าสามารถคุมต้นทุนได้ดีหรือไม่ดี โดยส่วนใหญ่จะพยายามคุมให้อยู่น้อยกว่า 50% และจะตั้งเป้าให้อยู่แถวๆ 40% อย่างไรก็ตามอาจจะมีบางคนแย้งว่าการคุมต้นทุนมากไปจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานแย่ลงหรือเปล่า? ดังนั้นเวลานักวิเคราะห์ดูก็จะดูตัวเลขตัวนี้ควบคู่ไปกับ ยอดสินเชื่อต่อหัวพนักงาน (คือเอาสินเชื่อรวม หารด้วยพนักงานทั้งหมด) ถ้าCost-to-Income Ratio ต่ำมากๆ แต่ยอดสินเชื่อต่อหัวพนักงานก็ต่ำมากเมื่อเทียบกับธนาคารอื่น ก็อาจหมายถึงมีการคุมต้นทุนมากเกินไปจนกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน ดังนั้นธนาคารจึงต้องคุมทั้งสมดุลเรื่องการควบคุมค่าใช้จ่าย กับการบริหารประสิทธิภาพในการทำกำไรควบคู่กันไป

คือการนำกำไรสุทธิ หารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น โดยอัตราส่วนนี้ใช้ในการวัดประสิทธิภาพการทำผลตอบแทนคืนผู้ถือหุ้น ถ้าธนาคารที่มีประวัติการทำ ROE โดยเฉลี่ยสูงกว่าธนาคารอื่น ตลาดก็จะให้มูลค่าของ Price to Book (P/B)สูงกว่าเจ้าอื่น ดังนั้นเวลาดูว่าหุ้นถูกหุ้นแพง เราต้องพอมีไอเดียก่อนว่า ROE ของแต่ละธนาคารอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ และ P/B ควรจะอยู่ที่ช่วงประมาณไหน P/B ปัจจุบันเทียบกับอดีตว่าสูงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และดูว่าROEมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง สมมติROEมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น อัตราส่วน Price to Bookก็ควรจะสูงขึ้นและราคาก็ควรจะดีดตัวสูงขึ้น เป็นต้น

แล้วอัตราส่วนคุณภาพสินทรัพย์ธนาคารพาณิชย์ มีอะไรบ้าง?

อัตราส่วน NPL 
นิยามจริงๆอาจเข้าใจยาก แต่ถ้าภาษาบ้านๆก็คือ %หนี้ที่ถูกเบี้ยวเทียบกับเงินสินเชื่อทั้งหมด ซึ่งเวลาหนี้ถ้ามันดีๆอยู่ ก็จะก่อรายได้(ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ย) แต่ถ้าหนี้เสีย (คือโดนเบี้ยว หรือไม่จ่ายเกินกว่า 90 วันขึ้นไป)ไปแล้วธนาคารจะต้องตั้งสำรอง 100% ของเงินทั้งก้อน (เช่นปล่อยกู้ 100 บาท ก็ต้องตั้งสำรองทั้ง100 บาท เพราะถือว่าหนี้ก้อนนี้ยังไงก็คงไม่ได้คืนแล้ว) และคิดเป็นค่าใช้จ่ายของธนาคารเวลาวิเคราะห์NPL เราจะดูว่าแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ถ้าอัตราส่วนนี้อยู่ในช่วงขาขึ้น เราก็จะพออนุมานได้ว่า สภาพเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ธนาคารน่าจะปล่อยกู้ลดลง การเติบโตของสินเชื่อก็ควรจะลดลง (เพราะยิ่งปล่อยเยอะ หนี้เสียก็จะยิ่งเยอะ ไม่คุ้มที่จะปล่อย) กำไรของธนาคารน่าจะลดลงในอนาคต ขณะเดียวกันถ้าแนวโน้มของ อัตราส่วนNPL ลดลง ก็อาจหมายถึงเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ลูกหนี้มีความสามารถในการจ่ายหนี้มากขึ้น ธนาคารก็กล้าปล่อยกู้มากขึ้น กำไรก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นนั่นเอง ทั่วไปแล้วธนาคารจะมีระดับNPLต่อสินทรัพย์รวมประมาณ 2-4% ถ้าหากเกินจากนี้จะแสดงถึงปัจจัยเสี่ยงที่มากขึ้น

เงินสำรองหนี้สูญต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
ก่อนอื่นต้องเข้าใจคำว่าเงินสำรองก่อน คือปกติธนาคารจะไม่รอให้เกิดหนี้เสียก่อนแล้วค่อยมาคิดเป็นค่าใช้จ่าย แต่ธนาคารจะตั้งสำรองเผื่อไว้ก่อนว่าหนี้ที่ปล่อยไป อาจจะไม่ได้คืน เช่นสมมติว่าปล่อยเงินกู้ไป100บาท ธนาคารอาจจะตั้งสำรองไว้ก่อนเลย 1 บาท หรือแปลว่าธนาคารเผื่อใจว่าจะไม่ได้คืน 1 บาท สมมติว่าลูกค้าไม่ยอมชำระหนี้ซะที ยิ่งเวลายิ่งนานเท่าไหร่ โอกาสที่ลูกค้าจะไม่จ่ายก็จะมีมากขึ้น ธนาคารก็เลยต้องตั้งสำรองเผื่อไว้ มากขึ้น อาจจะตั้งซัก 2 บาท จาก 100 บาท หรือก็คือคิดเผื่อไปเลยว่าตอนนี้เงินปล่อยกู้ที่สร้างรายได้มีแค่ 98 บาท ไม่ใช่ 100 บาทแล้ว จนวันนึงลูกหนี้ไม่จ่ายเงินครบ 90 วัน ธนาคารก็จะถอดใจตั้งเป็นหนี้สูญทั้งก้อน 100 บาทเลย 
ทั้งนี้ ยิ่งอัตราส่วนเงินสำรองหนี้สูญต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายยิ่งสูงเท่าไหร่ ยิ่งหมายถึงความเสี่ยงที่จะมีการตั้งสำรอง(ซึ่งเป็นค่าใช้จ่าย)ในอนาคตจะลดลง โอกาสที่ธนาคารจะมีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองลดลง และโอกาสในการทำกำไรมากขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจที่จะวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินของธนาคารพาณิชย์แต่ละที่ สามารถหาข้อมูลได้จากบทวิเคราะห์ของBroker หรือถ้าสนใจตัวเลขภาพรวมของอุตสาหกรรม สามารถติดตามได้จาก Website ของธนาคารแห่งประเทศไทย

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการลงทุนหุ้นธนาคารทุกคนนะครับ