Update ตลาดครึ่งปีแรกเป็นอย่างไร ครึ่งปีหลังยังน่าลงทุนหรือเปล่า

ครึ่งปีแรกของปี 2019 ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หลายๆอย่างที่เป็นประเด็นน่าจับตาและทำให้นักลงทุนหลายๆคนได้ติดตามอย่างละสายตาไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางการเมืองในประเทศและสงครามทางการค้าที่สร้างความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา มาสรุปกันว่ามีเหตุการณ์อะไรบ้างและเราจะลงทุนกันอย่างไรในช่วงครึ่งปีหลัง

SET และเหตุการณ์ในครึ่งปีแรกของ 2019

หากเราย้อนกลับไปดูความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET Index จะเห็นได้ว่าในช่วงต้นปีจนถึงปลายเดือนพฤษภาคมนั้นมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ในเดือนพฤษภาคม SET ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1,620.22 จุด แต่พอมาในเดือนมิถุนายนนั้นมีปัจจัยดีๆ ที่สนับสนุนการลงทุนจนทำให้ SET ปรับตัวขึ้นมาทะลุ 1,700 จุดแล้ว P/E ตลาดในช่วงเดือนปลายเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 18.5 เท่า และอัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ 2.98%
ในช่วงเวลาที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในแง่ของทางสังคมและทางการเมือง โดยในวันที่ 4-6 พฤษภาคมเราได้มีการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้น และหลังจากนั้นได้มีการประกาศผลการรับรองเลือกตั้ง มีการเลือกประธานรัฐสภาและนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นการเดินหน้าของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราจะต้องติดตามกันต่อก็คือการร่วมงานของพรรคการเมืองต่างๆ ในการจัดตั้งรัฐบาลนั้นจะสร้างสเถียรภาพทางการเมืองมากแค่ไหน ทั้งหมดนี้มีผลอย่างแน่นอนในการตัดสินใจของนักลงทุน

แต่อย่างไรก็ตามในมุมมองจากนักลงทุนต่างประเทศก็ได้มีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดย MSCI ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนประเทศไทยจาก 2.3% เป็น 2.8% และมีหลักทรัพย์ที่เข้าคำนวณได้แก่ INTUCH-RATCH-DTAC คิดเป็นวงเงิน 2.4 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือ 7.6 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ทำให้ตลาดบวกไปถึง 1700 จุดจากข่าวที่ King Power ได้รับสิทธิ์ในการเป็นผู้ประกอบการ Duty Free ซึ่งมีเงื่อนไขที่ให้ประโยชน์ต่อ AOT ในแง่ของรายได้มากขึ้น และการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ดันราคาหุ้นกลุ่มพลังงานและหนุนให้ SET ปรับตัวขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องอย่าลืมว่าการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นนั้นมาจากปัจจัยในเชิงข่าวสารและการเพิ่มน้ำหนักในการลงทุนจากต่างประเทศ สิ่งที่เราจะต้องติดตามคือผลการดำเนินงานของบริษัทว่ามีการสร้างผลกำไรที่สอดคล้องต่อราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นหรือไม่ เพื่อตัดสินใจในการซื้อขายหุ้นในราคาที่เหมาะสม

จะเห็นได้ว่าแม้ปัจจัยหลายๆอย่างทำให้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์บ้านเราดูสดใสขึ้น แต่ปัจจัยทางการเมืองระหว่างประเทศนั้นยังมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลาและเราจะต้องติดตามกันต่อเช่น การเจรจาในเงื่อนไขต่างๆ ในสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน โดยที่ผ่านมานั้นสหรัฐฯได้มีการแบน Huawei ผู้ผลิตมือถือ อุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน โดยให้เหตุผลในเรื่องความมั่งคง ผลกระทบของสงครามการค้าจะมาถึงหลายๆธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ถูกใช้มาตรการภาษี การถูกบังคับให้ย้ายฐานผลิตออกจากจีน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในสายการผลิตระหว่างประเทศหรือแม้ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศนักลงทุนจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนเป็นอย่างสูง

สำรวจหุ้นที่ที่ยังคงแข็งแกร่ง

แน่นอนว่าในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนมีโอกาสเกิดขึ้นค่อนข้างมาก เราก็ควรหาหุ้นที่เป็นในลักษณะ Defensive หรือบริษัทที่ผลิตสินค้าและบริการที่จำเป็น แม้จะเกิดความไม่แน่นอนของตลาด คนก็ยังต้องใช้สินค้าชนิดนั้น

CPALL
ถ้าเราคิดถึงหุ้นที่ทุกคนต้องกินต้องใช้แม้เศรษฐกิจของโลกจะผันผวนขนาดไหนก็คงหนีไม่พ้น CPALL หรือเซเว่นอีเลฟเว่น ที่เราใช้บริการกันแทบทุกวันอยู่ด้วย ซึ่งหุ้นตัวนี้ก็ยังรักษาอัตราการเติบโตทั้งในแง่ของรายได้และกำไรสุทธิได้เป็นอย่างดี โดยในไตรมาส 1 ปี 2019 มีรายได้รวม 138,895.71 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5,769.18 ล้านบาท มีอัตราส่วนทางการเงิน ROA อยู่ที่ 8.77% ROE 24.95% และที่น่าสนใจก็คืออัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 4.15%

BEM
อีกธุรกิจหนึ่งที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของคนกรุงเทพไปแล้วนั่นก็คือท่างด่วนและรถไฟฟ้าใต้ดิน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในระบบเศรษฐกิจก็ตาม ในทุกๆวันคนกรุงเทพก็ยังต้องพึ่งพาการคมนาคมที่สะดวก รวดเร็ว เพื่อให้ไปถึงที่หมายปลายทาง ถือว่าเป็นธุรกิจที่ขาดไม่ได้ และในอนาคตก็มีแผนเปิดส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายใหม่ๆให้กับธุรกิจอีกด้วย รายได้และกำไรสุทธิของบริษัทก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1 ปี 2019 ธุรกิจมีรายได้รวม 4,232.03 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 858.98 ล้านบาท มีอัตราส่วนทางการเงิน ROA 8.21% ROE 16.01% และอัตรากำไรสุทธิ 20.30%

ข้อแนะนำในการลงทุน
แม้เราจะเข้าใจพื้นฐานธุรกิจของบริษัทต่างๆและทราบที่มาของรายได้และผลกำไร ซึ่งทำให้เรามีความมั่นใจในการลงทุนระยะยาว แต่ต้องไม่ลืมว่าในเรื่องของราคาหุ้นนั้นเราอาจจะพบความผันผวนได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเราควรจะมีกลยุทธ์ในการลงทุนที่ดี ซึ่งขอแนะนำการซื้อใน 2 รูปแบบคือ

  1. Dollar Cost Average: ใช้กลยุทธ์การลงทุนในรูปแบบทยอยการลงทุนเดือนละครั้งในหุ้นที่ดี มีแนวโน้มที่จะเติบโตในอนาคต ข้อดีในการลงทุนรูปแบบนี้จะทำให้เราไม่ต้องเดาความเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น และได้ต้นทุนเฉลี่ยที่จะสร้างความได้เปรียบในการลงทุนระยะยาวได้
  2. Market Timing: ใช้กลยุทธ์ซื้อหุ้นดีในราคาที่เหมาะสม โดยการที่เราประเมินมูลค่าหุ้นที่เป้าหมายของเราเอาไว้และรอคอยเวลาและโอกาสที่หุ้นเหล่านั้นจะเกิดส่วนลดให้เราเข้าซื้อในราคาที่ได้เปรียบระยะยาว เช่น การซื้อหุ้นดีในเวลาที่มีข่าวร้ายๆเต็มตลาดหุ้น