ไขข้อสงสัยแนวทางการลงทุนในหุ้นโภคภัณฑ์

ถ้าได้ติดตามบทความของสตางค์คุงหลายๆบทความก่อนหน้านี้ จะเห็นว่าสตางค์คุงได้พูดถึงสินค้าหรือหุ้นโภคภัณฑ์อยู่หลายครั้ง วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า สินค้าโภคภัณฑ์หรือหุ้นโภคภัณฑ์มีลักษณะยังไง หุ้นในบ้านเราตัวไหนเป็นหุ้นโภคภัณฑ์บ้าง และแนวทางการลงทุนในหุ้นโภคภัณฑ์ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย

คือ สินค้าที่ไม่มีความแตกต่างในเชิงของการบริโภค หรือพูดภาษาง่ายๆ คือ สินค้าประเภทนี้มีความเหมือนหรือคล้ายกันอย่างมากไม่ว่าจะผลิตจากที่ไหนในโลก ไม่สำคัญว่าใครเป็นผู้ผลิต เช่น น้ำตาล ข้าว น้ำมัน ยาง สมมติว่า เราไปซื้อน้ำตาลที่ต่างประเทศ ผู้ขายก็จะหยิบน้ำตาลที่เหมือนกับที่เราซื้อที่ประเทศไทยนี่แหละครับ ซึ่งแตกต่างกับสินค้าอื่นๆที่ไม่ใช่โภคภัณฑ์ อย่างเช่น ถ้าเราบอกว่าจะซื้อรถยนต์ คนขายอาจถามกลับมาว่า ต้องการแบรนด์ไหน รุ่นไหน เพราะรถยนต์มีความนิยมในตราสินค้า (Brand) และมีการเพิ่มมูลค่าผ่านกระบวนการผลิตที่มีความซับซ้อน (Value added) ผู้ผลิตและผู้ขายสินค้าจึงสามารถกำหนดราคาสินค้าได้ตามมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้านั่นเอง

เราสามารถแบ่งประเภทของหุ้นโภคภัณฑ์ ได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คืออะไรบ้าง มาดูกันเลยครับ

1.Soft commodities คือ สินค้าโภคภัณฑ์ที่มนุษย์สามารถผลิตได้ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าภาคการเกษตรกรรม เช่น ข้าว น้ำตาล เนื้อสัตว์ และ อาหารสัตว์ อาหารสัตว์ ถั่วเหลือง ยางพารา น้ำมันปาล์ม ฝ้าย ข้าวโพด มันสำปะหลัง กาแฟ เป็นต้น

2.Hard commodities คือ สินค้าโภคภัณฑ์ที่เกิดในธรรมชาติและต้องทำการขุดหาสกัดหรือขุดขึ้นมาเช่น น้ำมันดิบ ทองคำ สังกะสี แร่เงิน ทองแดง ถ่านหิน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี เป็นต้น

สตางค์คุงอยากบอกว่าหุ้นโภคภัณฑ์ในตลาดหุ้นไทยนี่มีเยอะมากมากกกก ถามว่ามีเยอะแค่ไหน เดี๋ยวสตางค์คุงจะยกตัวอย่าง หุ้นตามประเภทของสินค้าให้ดูละกันนะครับ

กลุ่ม Soft Commodities ได้แก่
  👉ข้าว (หุ้นPRG, KASET) 
  👉น้ำตาล (หุ้น KTIS, KSL, KBS, BRR, KBS)
  👉เนื้อสัตว์ และ อาหารสัตว์ (หุ้น CFRESH, GFPT, TU, CPF, ASIAN)
  👉ถั่วเหลือง (TVO)
  👉ยาง (STA)
  👉น้ำมันปาล์ม (UVAN, UPOIC, LST, CPI)

กลุ่ม Hard Commodities
  👉พลังงานต้นน้ำ เช่น น้ำมัน ถ่านหิน (PTTEP, BANPU, LANNA, EARTH)
  👉พลังงานกลางน้ำ อย่างโรงกลั่น (TOP, BCP, ESSO, IRPC, SPRC)
  👉พลังงานปลายน้ำ อย่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี อโรมาติก โอเลฟิน (PTTGC, TOP, ESSO, IVL)
  👉พลังงานต้นถึงปลาย (PTT)
  👉เหล็ก (SSI, TSTH, MILL, SAM, BSBM, TMT)
  👉สังกะสี (PDI)
  👉ทองคำ (THL)

หุ้นกลุ่มนี้มักจะมีผลประกอบการเป็นลักษณะของวัฏจักร ในช่วงที่สินค้ามีความต้องการสูง หรือสินค้าขาดตลาด ราคาสินค้าก็จะปรับตัวสูงขึ้นกำไรของกิจการก็จะดี แต่เมื่อความต้องการสินค้าลดลง หรือ สินค้าล้นตลาด จะทำให้กำไรของบริษัทเหล่านี้แย่ตามไปด้วย ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์จะไม่ได้ถูกกำหนดเองโดยบริษัท แต่จะขึ้นอยู่กับ demand และ supply ของตลาดโลก ยกตัวอย่างเช่น ราคาทองที่ปรับตัวขึ้นลงตลอดเวลาโดยอ้างอิงกับราคาของตลาดโลก เราจะสังเกตได้ว่าร้านทองมักไม่ตั้งราคาคงที่หรือกำหนดราคาขายให้แพงกว่าคนอื่น เพราะลูกค้าสามารถไปเลือกซื้อร้านไหนก็ได้ คุณสมบัติของทองเองก็เหมือนๆ กันทุกร้าน ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับร้านใดร้านหนึ่ง

หุ้นกลุ่มนี้มักจะมีผลประกอบการเป็นลักษณะของวัฏจักร ในช่วงที่สินค้ามีความต้องการสูง หรือสินค้าขาดตลาด ราคาสินค้าก็จะปรับตัวสูงขึ้นกำไรของกิจการก็จะดี แต่เมื่อความต้องการสินค้าลดลง หรือ สินค้าล้นตลาด จะทำให้กำไรของบริษัทเหล่านี้แย่ตามไปด้วย ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์จะไม่ได้ถูกกำหนดเองโดยบริษัท แต่จะขึ้นอยู่กับ demand และ supply ของตลาดโลก ยกตัวอย่างเช่น ราคาทองที่ปรับตัวขึ้นลงตลอดเวลาโดยอ้างอิงกับราคาของตลาดโลก เราจะสังเกตได้ว่าร้านทองมักไม่ตั้งราคาคงที่หรือกำหนดราคาขายให้แพงกว่าคนอื่น เพราะลูกค้าสามารถไปเลือกซื้อร้านไหนก็ได้ คุณสมบัติของทองเองก็เหมือนๆ กันทุกร้าน ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับร้านใดร้านหนึ่ง

ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวนตลอดเวลาตาม Demand Supply ของตลาดโลก

ซึ่งหลายๆครั้งก็ขึ้นอยู่กับฟ้ากับฝนด้วย ดังนั้น หากเราต้องการลงทุนในหุ้นโภคภัณฑ์จึงควรมุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจในปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อราคาของสินค้า และ ปริมาณการผลิตเป็นหลัก

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นเราจึงขอยกกรณีหุ้นน้ำตาลเป็นกรณีศึกษา ในช่วงปี 2559 ได้เกิด วิกฤติเอลนิโญ-ลานิญา ทำให้ผลผลิตอ้อย-น้ำตาลต่ำลง ประเทศที่เป็นผู้ผลิตใหญ่ทั้ง3 ราย ไมว่าจะเป็น บราซิล อินเดีย ไทย ต่างเจอภัยธรรมชาติกันถ้วนหน้าทำให้Supply ออกสู่ตลาดไม่เพียงพอราคาน้ำตาลจึงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ จากจุดต่ำสุดคือ 10 เซ็นต์ต่อปอนด์ ไปถึงจุดสูงสุดที่ 23 เซ็นต์ต่อปอนด์ ถ้ามองแค่ผิวเผินเราก็คงมองว่าราคาน้ำตาลขึ้นสูงขนาดนี้ กำไรของบริษัทน้ำตาลในไทยต้องเยอะแน่ๆ แต่ปรากฏว่าไม่ได้เป็นไปตามคาด เพราะ ประเทศไทยก็โดนผลกระทบจากภัยแล้งเช่นกัน ทำให้ผลผลิตน้ำตาลตกต่ำ ผลบวกจากราคาน้ำตาลขึ้นจึงหักลบไปกับปริมาณการผลิตที่ลดลงไป ซึ่งบริษัทน้ำตาลเพิ่งจะมาได้ประโยชน์จริงๆในช่วงปลายของราคาน้ำตาลขาขึ้น หลังจากปริมาณน้ำดีขึ้นทำให้ผลผลิตออกมาสู่ตลาดได้มากขึ้น แต่ก็เป็นการได้ประโยชน์ในช่วงเวลาอันสั้น เนื่องจากผลผลิตของประเทศอื่นก็ทยอยฟื้นตัวมาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย และบราซิล รวมถึงการเพิ่มโควต้าการผลิตและส่งออกของฝั่งยุโรป ซึ่งทำให้ปริมาณ Supply โลกกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้ราคาของน้ำตาลต่ำลง ไปที่13 -14 เซ็นด์ต่อปอนด์

จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่าถึงแม้ราคาของน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก แต่เมื่อปริมาณการผลิตของไทยลดลงมาก บริษัทผลิตน้ำตาลในไทยก็ไม่ได้ประโยชน์ หรือในกรณีที่ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ราคาแย่ลงรุนแรง บริษัทก็ไม่ได้ประโยชน์อยู่ดี จะมีแค่ช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้นที่บริษัทจะได้ประโยชน์จากราคาขาขึ้น คือช่วงที่ปริมาณการผลิตของไทยฟื้นตัว และ Supply ในตลาดโลกยังเติบโตอย่างช้าๆ ทำให้ราคายังอยู่ในช่วงที่สูงได้ ดังนั้นนักลงทุนที่จะได้ประโยชน์จากหุ้นโภคภัณฑ์จะต้องมีความเข้าใจรอบของวัฐจักรของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาเข้ามาเพิ่ม supply ของสินค้าโภคภัณฑ์ ระยะเวลาในการผลิตสินค้าใหม่ อย่างกรณีน้ำตาลที่กล่าวมาเบื้องต้น เราอาจจะต้องติดตามดู Supply ของประเทศคู่แข่งหลักอย่าง บราซิล และอินเดียว่ามีแนวโน้มว่าอย่างไร ต้องดูปริมาณ Stock สินค้าว่ายังมีเหลืออยู่เยอะหรือน้อย หรืออาจจะต้องดูแม้แต่นโยบายที่อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำตาล เช่น นโยบายการผันน้ำตาลไปผลิตเอทานอลซึ่งส่งผลกับปริมาณน้ำตาลที่ขายในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไมได้ ซึ่งการที่จะเข้าใจปัจจัยต่างๆเหล่านี้อย่างลึกซึ้งส่วนใหญ่ต้องเป็นคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมนั้น หรือ ต้องเป็นนักลงทุนที่มีประสบการณ์และเรียนรู้รวมทั้งการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดมาเป็นระยะเวลาหนึ่งนั่นเอง

จุดสำคัญอีกอย่างหนึ่งของหุ้นโภคภัณฑ์ที่สตางค์คุงอยากจะแชร์กับทุกคน คือ ตัวเลขและการวิเคราะห์แบบปกติอาจจะใช้กับหุ้นโภคภัณฑ์ไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น การตีความเรื่องค่า P/E เวลาที่หุ้นโภคภัณฑ์ใกล้เป็นขาขึ้น P/E จะสูงมากหรืออาจติดลบ เนื่องจากบริษัทเพิ่งผ่านจุดต่ำสุดที่ได้กำไรน้อยมากหรือขาดทุน ตรงกันข้ามกรณีหุ้นโภคภัณฑ์เป็นใกล้ขาลง P/E จะต่ำมาก เนื่องจากบริษัทเพิ่งผ่านจุดสูงสุดที่ทำกำไรมหาศาลได้ ทำให้ E สูงมาก และทำให้ค่า P/E ต่ำมากนั่นเอง ดังนั้นค่า P/E ต่ำของหุ้นโภคภัณฑ์อาจไม่ได้หมายความว่าหุ้นนั้นมีราคาถูกแต่อย่างใด

อีกจุดหนึ่งคือตัวเลข% เงินปันผล บางครั้งนักลงทุนอาจติดกับดักเข้ามาซื้อหุ้นโภคภัณฑ์เพราะเห็นว่าให้เงินปันผลที่ดีมากๆ แต่สตางค์คุงอยากให้นักลงทุนลองดูประวัติการจ่ายเงินปันผลของธุรกิจในอดีตประกอบการพิจารณาด้วย เพราะธุรกิจที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์หลายๆตัวไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้สูงต่อเนื่องทุกปี เพราะกำไรผันผวนขึ้นลงเร็วมาก ในปีที่กำไรมากผู้บริหารมักจะจ่ายเงินปันผลออกมามากๆ แต่ในปีที่เป็นขาลง หุ้นโภคภัณฑ์หลายๆตัวจะงดจ่ายปันผลไปเลยก็มี

โดยภาพรวม ถึงแม้การลงทุนในหุ้นโภคภัณฑ์มีความซับซ้อน ความเคลื่อนไหวของราคามีความผันผวนสูงเมื่อเทียบกับราคาพันธบัตรและราคาหุ้น แต่ถ้าเราเข้าใจวัฐจักรของหุ้นโภคภัณฑ์นั้นๆ และลงทุนได้ถูกเวลาก็จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ นอกจากนี้หุ้นโภคภัณฑ์ยังมีประโยชน์ในการช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน เพราะราคาสินค้าโภคภัณฑ์มักจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับราคาพันธบัตรและราคาหุ้น ในยามที่ตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นตกต่ำ นักลงทุนน่าจะได้รับผลตอบแทนเป็นบวกจากการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์มาชดเชย ยิ่งไปกว่านั้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในระยะยาวมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ ช่วยรักษาค่าของเงินที่แท้จริงให้กับนักลงทุนอีกด้วยนั่นเอง สตางค์คุงเลยคิดว่าสำหรับนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้น อาจต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ซักระยะหนึ่งก่อนที่จะหันมาลงทุนในหุ้นโภคภัณฑ์ แต่เมื่อมองทั้งประโยชน์ในการสร้างผลตอบแทนและประโยชน์ในการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน ก็ดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยนะครับ