พร้อมหรือยังสำหรับการเทรดฟิวเจอร์

หลายๆ คนที่เข้ามาในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เริ่มต้นโดยการไม่เข้าใจพื้นฐานของลักษณะสัญญาอย่างแท้จริง และอาจจะไม่เข้าใจว่าการเทรดฟิวเจอร์สนี้เป็นลักษณะของ Zero-sum game คือเมื่อมีคนหนึ่งได้กำไร ก็จะต้องมีอีกคนหนึ่งขาดทุน ฉะนั้น การจะเป็นผู้ชนะระยะยาวในตลาดฟิวเจอร์สจำเป็นจะต้องมีวินัยอย่างสูงใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การเทรดด้วยกระบวนการที่พิสูจน์มาแล้วว่ามีประสิทธิภาพและทำกำไรได้ ถัดมาคือการบริหารจัดการเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และสุดท้ายคือ การควบคุมไม่ให้อารมณ์เข้ามามีส่วนร่วมกับการเทรด

ก่อนจะพูดถึงฟิวเจอร์ส (Futures) เราคงต้องอธิบายกันถึง ‘อนุพันธ์ (Derivatives)’ กันเสียก่อน เพราะฟิวเจอร์สเป็นหนึ่งในประเภทของสินค้าที่ซื้อขายในตลาดอนุพันธ์

สำหรับอนุพันธ์นี้เป็นสินค้าทางการเงินชนิดหนึ่ง โดยมีคุณลักษณะพิเศษคือ เป็นสินค้าที่ไม่มีมูลค่าในตัวเอง แต่มีมูลค่าขึ้นอยู่กับสินค้าที่อนุพันธ์นั้นอ้างอิงอยู่ ทั้งนี้ ลักษณะสำคัญของอนุพันธ์อีกอย่างหนึ่งคือ มีอายุจำกัด เมื่อหมดอายุมูลค่าของอนุพันธ์นั้นๆ ก็จะหมดลงด้วย

‘ฟิวเจอร์ส (Futures)’ คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่เป็นมาตรฐาน ที่คู่สัญญาคือ ผู้ซื้อ กับ ผู้ขาย ตกลงราคาซื้อขายสินค้าอ้างอิง ณ ปัจจุบัน โดยมีภาระผูกพันต่อกันที่จะต้องทำการส่งมอบสินค้าอ้างอิงและชำระราคา ณ วันที่สัญญาครบกำหนดอายุในอนาคต

โดยทั่วไปแล้วการเทรดฟิวเจอร์สจะไม่ได้เทรดเป็นจำนวนหุ้นเหมือนหุ้นสามัญทั่วไป แต่จะเทรดเป็น ‘จำนวนสัญญา’ ซึ่งแต่ละสัญญาของฟิวเจอร์สแต่ละชนิดก็จะแตกต่างกันไป เช่น SET50 Index Futures 1 สัญญา จะเท่ากับ 200 บาท ต่อ 1 จุดของดัชนี หรือ Single Stock Futures 1 สัญญา จะเท่ากับ 1,000 หุ้น

ด้วยสัญญาในลักษณะเช่นนี้ ทำให้การเทรดฟิวเจอร์สจะมีเรื่องของ ‘อัตราทด (Leverage)’ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ผู้ลงทุนใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้อหุ้นตามปกติ สมมติ เราซื้อหุ้น PTT 1,000 หุ้น ที่ราคา 500 บาท รวมแล้วต้องใช้เงินลงทุน 5 แสนบาท แต่หากเราซื้อ PTT ฟิวเจอร์ส 1 สัญญา ซึ่งเท่ากับ 1,000 หุ้น เช่นกัน เราจะใช้เงินลงทุนเพียง 51,376 บาท (อ้างอิงจากอัตราหลักประกันขั้นต้นที่ประกาศ ณ วันที่ 20 มี.ค. 2561) ซึ่งคิดเป็นเพียง 7% ของเงินลงทุนจริง

ทั้งนี้ การเทรดฟิวเจอร์ส เราสามารถเป็นได้ทั้ง ผู้ซื้อ หรือ ผู้ขาย โดย Long Position เป็นสถานะของผู้ซื้อสัญญาฟิวเจอร์ส ซึ่งคาดการณ์ว่าราคาสินค้าอ้างอิงจะปรับตัวขึ้นในอนาคต ขณะที่ Short Position เป็นสถานะของผู้ขายสัญญาฟิวเจอร์ส ซึ่งคาดการณ์ว่าราคาสินค้าอ้างอิงจะปรับตัวลงในอนาคต

อย่างที่ทราบกันแล้วว่าการเทรดฟิวเจอร์สสามารถทำได้ดีทั้งในตลาดกระทิง (ขาขึ้น) และตลาดหมี (ขาลง) เพราะเราสามารถเป็นได้ทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งสิ่งสำคัญคือ กระบวนการในการตัดสินใจเพื่อเข้าถือสถานะใดสถานะหนึ่งในช่วงเวลาที่ถูกต้อง แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถบอกได้ว่าแนวทางไหนคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยเราก็ควรจะมีขั้นตอนในการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ ตามมาดูกันว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง

ขั้นแรก คือ มองภาพรวมของสินค้าที่เราจะเทรด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าใดก็ตาม หากเรามองว่าราคากำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น สิ่งที่ควรทำคือการอยู่ในสถานะ Long กลับกันหากราคากำลังอยู่ในแนวโน้มขาลง ก็ควรจะอยู่ในสถานะ Short เท่านั้น นอกจากนี้ เราควรจะคำนึงถึงช่วงเวลาที่แนวโน้มจะคงอยู่ด้วย เพราะการเทรดฟิวเจอร์สมีอายุจำกัด

ขั้นที่สอง คือ ประเมินความเสี่ยง และกำหนดขนาดของสถานะ ซึ่งเป็นสิ่งที่มือใหม่บางคนอาจจะมองข้ามไป และเป็นสิ่งที่ค่อนข้างอันตราย ทำให้เงินลงทุนเสียหายจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ในขั้นตอนนี้ เราควรจะเริ่มจากการกำหนดความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ เช่น 2% ของเงินลงทุน หลังจากนั้นเราจะสามารถคำนวณขนาดของสถานะได้ว่า การเทรดแต่ละครั้งจะอนุญาตให้เราถือได้กี่สัญญา อย่างเช่น เราต้องการเทรด SET50 Index Futures หากมีเงินลงทุน 1 แสนบาท กำหนดความเสี่ยง 2% เท่ากับ 2,000 บาท กำหนดจุดตัดขาดทุนที่ 5 จุด ซึ่งตามสัญญาของ SET50 Futures แล้ว 1 จุด เท่ากับ 200 บาท เพราะฉะนั้น ความเสี่ยง 5 จุด คือ 1,000 บาท ต่อ 1 สัญญา เราจึงเปิดสถานะได้ไม่เกิน 2 สัญญา

ขั้นที่สาม คือ การประเมินจากหลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) เพราะฟิวเจอร์สจะมีการคำนวณและชำระราคาแบบรายวัน (Daily Settlement) หมายความว่า การขาดทุนหรือกำไรที่เกิดขึ้นในแต่ละวันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ แล้ว และหากเราขาดทุนถึงจุดที่ต่ำกว่าระดับหลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin) ที่กำหนดไว้ เราก็จำเป็นจะต้องเติมเงินเข้าไปเพิ่ม มิเช่นนั้นก็จะถูกบังคับปิดสัญญาและขาดทุนไปตามที่เกิดขึ้น

ฉะนั้น หากเราเทรดโดยการคำนวณแค่ว่าเรามีเงินทุนเท่าไหร่ สามารถซื้อได้กี่สัญญา ก็มีความเสี่ยงที่เงินลงทุนจะเสียหายได้อย่างรวดเร็ว สมมติเรามีเงินลงทุน 100,000 บาท ต้องการเทรด Single Stock Futures ของ ADVANC ซึ่งปัจจุบันต้องการหลักประกันเริ่มต้น (Initial Margin) 10,070 บาท ต่อ 1 สัญญา แปลว่าเราจะเปิดสถานะได้เต็มที่ 9 สัญญา ใช้หลักประกันรวม 90,630 บาท ขณะที่หลักประกันรักษาสภาพอยู่ที่ 7,049 บาท ต่อ 1 สัญญา แปลว่าเราต้องมีหลักประกันขั้นต่ำ 63,441 บาท ทั้งนี้ 1 สัญญาของ Single Stock Futures เท่ากับ 1,000 หุ้น การที่เราเปิดสถานะ 9 สัญญา แปลว่า ทุกๆ การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น ADVANC 1 บาท จะเท่ากับกำไรหรือขาดทุน 9,000 บาท ในกรณีนี้ หากราคาหุ้น ADVANC เพิ่มขึ้นหรือลดลงไปในทิศทางตรงข้ามกับสถานะของเราเพียงแค่ 5 บาท จะทำให้เราขาดทุน 45,000 บาท ทำให้เงินลงทุนเราลงไปต่ำกว่าหลักประกันรักษาสภาพทันที ทำให้เราต้องเติมเงิน หรือยอมปิดสัญญาขาดทุนไป

การไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของความล้มเหลวในการเทรด อารมณ์ที่ว่านี้ได้แก่ ความกลัว ความกังวล ความโลภ หากเรากำลังเทรดในสภาวะเช่นนี้ ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่เงินลงทุนจะเสียหายได้
ทั้งนี้ เราอาจจะประเมินการเทรดแต่ละครั้งโดยการถามคำถามกับตัวเอง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมทางด้านอารมณ์เอาไว้ล่วงหน้า ได้แก่อะไรบ้างมาดูกัน

การเทรดครั้งนั้นเกิดขึ้นจากสัญชาตญาณ หรือการเตรียมข้อมูลมาอย่างดี? 
บางครั้งหากเราเทรดด้วยสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว เมื่อราคาเคลื่อนไปในทิศทางตรงข้ามกับสถานะที่เราถือ เราอาจจะไม่ยอมรับว่าเรากำลังตัดสินใจผิดพลาด และปล่อยให้ความเสียหายมากขึ้น

เรามีความมั่นใจต่อการเทรดในครั้งนั้นแค่ไหน? 
ซึ่งความมั่นใจในที่นี้ต้องตั้งอยู่บนกลยุทธ์ของเรา แต่ในบางครั้งเราอาจจะตัดสินใจเทรดไปด้วยความรู้สึกลังเล ทำให้เมื่อราคาแกว่งตัวเพียงเล็กน้อย ความกลัวอาจจะเข้ามาครอบงำจนเราตัดสินใจผิดพลาดได้

เมื่อการเทรดของเราผิดทาง เราจะตัดสินใจอย่างไร? 
ถ้าเราทำตามแผนการเทรดอย่างมีวินัย แม้เราจะตัดสินใจผิดพลาด แต่ความเสียหายจะอยู่ในระดับที่เราควบคุมได้ กลับกันหากเราเริ่มใช้ความคาดหวังว่าสถานะของเราจะต้องกลับมาเป็นกำไรได้แน่ๆ แปลว่า เรากำลังสูญเสียการควบคุม และมีความเสี่ยงที่จะเสียหายมากกว่าที่คิดไว้