มองหุ้นให้ทะลุ ด้วยอัตราส่วนทางการเงิน

ในหัวข้อเรื่องงบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นงบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด เพื่อนๆคงได้เคยผ่านตาอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่การที่เรารู้อัตราส่วนทางการเงินหลากหลายอาจจะไม่เพียงพอ วันนี้สตางค์คุงจะมาขอยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้อัตราส่วนทางการเงินให้เพื่อนๆดูกัน ถ้าเพื่อนๆยังจำไม่ค่อยได้ว่าอัตราส่วนแต่ละประเภทคืออะไรใช้ทำอะไรได้บ้าง สตางค์คุงขออนุญาตแนะนำให้ลองอ่านบทความที่เขียนไว้เรื่องงบการเงินก่อนหน้านี้ และวันนี้เราจะพูดกันในเชิงประยุกต์ใช้กันแล้ว จะทำกันยังไงนั้นเราตามไปดูกันได้เลยอัตราส่วนที่สตางค์คุงให้ความสำคัญลำดับต้นๆ มีอยู่ 2 ตัว คืออัตราส่วนสภาพคล่อง และ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน เพราะเป็นอัตราส่วนที่บ่งบอกถึงความอยู่รอดของกิจการ

อัตราส่วนที่สตางค์คุงให้ความสำคัญลำดับต้นๆ มีอยู่ 2 ตัว คืออัตราส่วนสภาพคล่อง และ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน เพราะเป็นอัตราส่วนที่บ่งบอกถึงความอยู่รอดของกิจการ

อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน (CA) /หนี้สินหมุนเวียน (CL) ควรจะมากกว่า 1 เท่าขึ้นไป จึงจะถือว่ากิจการมีสภาพคล่อง แต่ถ้าอยากให้แน่ใจมากขึ้นไปอีก เราควรเช็คดูด้วยว่าสินทรัพย์หมุนเวียนในสูตรประกอบด้วยอะไรเป็นสัดส่วนเท่าไหร่บ้าง เช่น ถ้าธุรกิจเป็นธุรกิจขายสินค้าแฟชั่น แต่มีสินค้าคงเหลืออยู่ในสินทรัพย์หมุนเวียนเยอะๆ แบบนี้ไม่ถือว่าปลอดภัยเพราะ สินค้ามีโอกาสที่มูลค่าจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อัตราส่วนสภาพคล่องผันผวนมาก กลับกัน ถ้าสินทรัพย์หมุนเวียนเป็นเงินสดซะมากเราอาจจะสบายใจได้มากกว่า

ในส่วนอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt/Equity Ratio) (เท่า) = หนี้สินรวม (Total Debt) /ส่วนของเจ้าของ (Equity)) ถ้าตามตำราโดยทั่วไปมักจะบอกว่าควรมีอัตราส่วนไม่เกิน 2 เท่า ถ้ามากกว่า 2 เท่านี่เริ่มจะน่ากลัวแล้ว แต่สตางค์คุงขอเสริมว่าเราต้องดูคุณภาพของกระแสเงินสดในการดำเนินงานของกิจการ (Cash Flow from Operation: CFO) ในงบกระแสเงินสด ประกอบด้วยว่า ในแต่ละปีมีความผันผวนมากหรือน้อย ถ้าCFO ไม่สม่ำเสมอ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนก็ไม่ควรที่จะสูงมาก (ต่ำกว่า 2 ได้ยิ่งดี) เพราะจะมีความเสี่ยงมากในช่วงที่เกิดเหตุการณ์วิกฤตทางการเงิน และอาจจะทำให้กิจการไม่สามารถชำระหนี้หรือจ่ายดอกเบี้ยได้

อย่างไรก็ตามอาจจะมีบางกรณีที่สามารถให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนมากกว่า 2 เท่าได้ เช่น กิจการที่มีกระแสเงินสดมั่นคงสม่ำเสมออย่างกิจการโรงไฟฟ้าหรือน้ำประปาที่มีสัญญาขายให้กับภาครัฐ ซึ่งจะมีรายได้และกำไรเงินสดที่มั่นคง อาจอนุญาตให้มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนได้ถึง 3 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีธุรกิจบางประเภทที่ยกเว้นให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน สูงกว่า2 เท่าได้ เช่น ธนาคาร สินเชื่อ ประกัน เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้มีผลิตภัณฑ์เป็นเงินซึ่งระดมทุนผ่านทางหนี้อย่างเงินฝากธนาคาร และปล่อยกู้ออกไปอยู่ในฝั่งสินทรัพย์ ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้มีค่า D/E สูงเป็นปรกติ โดยทั่วไปจะอยู่ในช่วง 5 – 10 เท่า แต่ถ้าสูงเกิน 10 ไปก็อาจจะต้องไปศึกษาลงลึกในรายละเอียดกันเป็นกรณีไป

หลังจากเราวิเคราะห์อัตราส่วนสภาพคล่องและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน อัตราส่วนถัดไปที่เราจะไปดูกันคือ 
อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร
เราสามารถดูความสามารถในการทำกำไรผ่านอัตราส่วนได้หลายตัว ไม่ว่าจะเป็น
1) อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin= (ขายสุทธิ – ต้นทุนขาย) / ขายสุทธิ) 
2) อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin = กำไรจากการดำเนินงาน /ขายสุทธิ) 
3) อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin = กำไรสุทธิ /ขายสุทธิ)

โดยปกติทุกคนจะชอบให้อัตราส่วนนี้อยู่ในระดับสูง ยิ่งอัตราส่วนเหล่านี้ยิ่งสูงยิ่งดีต่อราคาหุ้นและการจ่ายปันผล การที่บริษัทมีGross Profit Margin สูงๆย่อมหมายถึงบริษัทมีความสามารถในการแข่งขันที่ดี จึงมีความสามารถในการเรียกMarginได้สูง แต่การดูMarginสูงแล้วตีความว่าดีเลย อาจจะอันตรายเกินไป เราต้องไปหาสาเหตุด้วย เช่น ถ้าเป็นธุรกิจที่มีความเป็นผู้เชี่ยวชาญมากๆ ผลิตสินค้าที่ไปหาซื้อที่อื่นไม่ได้ต้องซื้อกับเจ้านี้เจ้าเดียว ลูกค้าไม่มีอำนาจต่อรองเลย อย่างเช่น โรงพยาบาล หรือสินค้าที่มีตราสินค้าแข็งแกร่ง อย่างบริษัท Apple ที่ผลิตสินค้าตระกูล “I” ออกมา อย่างนี้การมีMarginสูงถือว่าดี ในขณะเดียวกันถ้าเป็นธุรกิจที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์หรือสินค้าที่ไม่ได้มีเอกลักษณ์สามารถหาซื้อได้ทั่วไป การมีMargin ที่สูงไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป เพราะมีโอกาสที่จะไม่ได้ดีต่อเนื่องในระยะยาว จึงสำคัญมากที่นักลงทุนจะต้องทำการบ้านเพิ่มสำหรับการดูMargin ในสินค้าโภคภัณฑ์ว่าเมื่อไหร่หรือช่วงไหนที่Marginต่ำๆและช่วงไหนกำลังจะพลิกฟื้น

พอพูดถึงตรงนี้หลายคนอาจมีคำถามว่า แล้วแบบนี้หมายความว่าธุรกิจที่มีMargin ต่ำ ไม่น่าลงทุนเลยหรือเปล่า ? อันนี้เราต้องไปเช็คที่อัตราส่วน ROE ประกอบด้วย สมมติว่า Marginต่ำ แต่ ROE สูง อันนี้ก็เป็นไปได้ว่าธุรกิจมีการหมุนรอบการขายสินค้าได้เร็ว (Inventory turnover เยอะหรือ Cash Conversion Cycle สั้น) เช่นธุรกิจค้าปลีกที่มี Net profit margin แค่ 2-4% อย่าง 7-11 แต่สามารถหมุนรอบการขายได้อย่างรวดเร็ว ก็จะถือเป็นธุรกิจที่ดี สามารถทำผลตอบแทนถึงผู้ถือหุ้นได้ดี ‘

นอกจากเรื่องของMargin แล้ว เรายังต้องดู ROE ประกอบด้วย ถ้าธุรกิจที่ ROE สูง แสดงว่าเป็นธุรกิจที่ใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และหมายความว่าถ้ากิจการมีโอกาสในการขยายธุรกิจในอนาคต เค้าจะใช้เงินทุนที่ต่ำกว่า และโอกาสที่เพิ่มทุนต่ำกว่ารวมถึง โอกาสจ่ายปันผลสูงกว่า อย่างไรก็ตามเราต้องดูความสม่ำเสมอของ ROE ประกอบด้วย ถ้าROEมีความเหวี่ยงมากเราควรใช่ค่าเฉลี่ยROEตลอดช่วงวัฐจักรของธุรกิจเป็นตัวแทนROE ของกิจการนั้นๆ

นอกจากอัตราส่วนสภาพคล่อง อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน อัตราส่วนในการทำกำไร ในแต่ละประเภทธุรกิจยังมีอัตราส่วนทางการเงินที่ต้องมุ่งเน้นแตกต่างกัน สตางค์คุงขอนำเสนอภาพรวมให้พอเห็นภาพกันนะครับ

ธุรกิจค้าปลีก หัวใจสำคัญคือการบริหารสินค้าคงคลัง ถ้าเราเห็นInventory Turnover มันลดลง หรือ จำนวนรอบการหมุนสินค้าออกไปขายลดลง เราก็ต้องตั้งข้อสงสัยแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นธุรกิจที่ลงทุนแล้วเงินจม เพราะต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าจะออกขายกลับมาเป็นเงินได้ ดังนั้น เราจึงต้องดู Inventory Turnover ว่ามีการหมุนรอบออกไปขายเร็วขึ้นหรือช้าลง ยิ่งเจ้าที่มีคอนโดเยอะๆจะมีความเสี่ยงในการระบายของมากกว่าเจ้าที่มีสินค้าเป็นบ้านเดี่ยว เพราะมีรอบในการหมุนของไปขายช้ากว่า ทั้งนี้เราต้องดูปัจจัยด้านคุณภาพประกอบด้วย เช่นทำเลจะขายได้หรือไม่ เป็นต้น นอกจากนี้ปกติธุรกิจนี้จะกู้เงินมาลงทุน เราจึงต้งพิจารณาแนวโน้มของอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน และ ความสามารถในการใช้จ่ายดอกเบี้ยด้วย

ธุรกิจที่มีสัมปทาน กิจการจะน่าลงทุนหรือไม่ให้ดูที่IRR ของแต่ละโครงการและของโครงการใหม่ๆในอนาคต เพราะรายได้สามารถคาดการณ์ได้ตั้งแต่วันแรกที่ทำสัญญารัฐบาลจะคำนวณมาแล้ว ผลตอบแทนในการลงทุนค่อนข้างแน่นอน ส่วนใหญ่อยู่ที่ 10-12% ROE อาจจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับว่าจะมีการใช้Leverage มากน้อยแค่ไหน ส่วนใหญ่จะสามารถLeverage ได้เยอะ เพราะกระแสเงินสดค่อนข้างมั่นคงดังนั้น ถ้า Leverage เยอะก็จะได้ROE สูงนั่นเอง

ธุรกิจผู้ผลิต (OEM) ต้องดูที่การควบคุมต้นทุนเป็นหลัก (สามารถดูได้จากอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อยอดขาย ว่ามีทิศทางในการขยายตัวหรือหดตัว) เพราะไม่มีความสามารถในการต่อรองราคาเท่าไหร่ ตัวเลขอีกตัวนึงที่ต้องให้ความสำคัญคือค่าUtilization ของเครื่องจักร หรืออัตราการใช้เครื่องจักร เพราะยิ่งมากยิ่งหมายถึง บริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากการประหยัดของขนาด (Economies of scale) ได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ Margin ขยายตัวมากขึ้น
อีกเรื่องก็คือเรื่องความสามารถในการการเก็บหนี้ (ดูได้จากอัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้) ต้องดูคุณภาพของลูกหนี้เป็นสำคัญ ถ้าลูกหนี้เป็นรัฐบาล หรือ ลูกค้ารายใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือ ถ้าจ่ายDelay หน่อย ก็พอได้ แต่จะมีความเสี่ยงมากๆ ถ้าลูกค้าไม่ได้มีCredit ที่ดีขนาดนั้นต้องเฝ้าระวัง ต้องไปเช็ค ระยะเวลาการเก็บหนี้ถ้าอยู่ดีๆวันดีคืนดีเกิดยาวขึ้นมาต้องระวังมากๆ เป็นต้น

สุดท้ายนี้สิ่งที่สตางค์คุงอยากเน้นย้ำคือ อัตราส่วนทางการเงินเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจโดยดูจากภาพที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเท่านั้น นักลงทุนจะต้องติดตามความเป็นไปของกิจการและคาดการณ์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงทำความเข้าใจภาพของกิจการและภาพของอุตสาหกรรม จึงจะทำให้ข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนมีความสมบูรณ์ และเหมาะที่จะใช้ในการตัดสินใจลงทุนมากขึ้นนะครับ