ฉวยโอกาสทำกำไรในหุ้นจาก Panic Selling

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว SBI Thai Online ครั้งนี้สตางค์คุงอยากจะชวนเพื่อนๆ คุยถึงหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตลาดมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือ ความโลภ และ ความกลัว ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยนี้ล้วนแล้วแต่ทำให้ตลาดแกว่งออกไปจากจุดสมดุล และเมื่ออารมณ์ของฝูงชนในตลาดพุ่งไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างมาก เราก็มักจะได้เห็นตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางนั้นอย่างรุนแรง ซึ่งในบางครั้งมันกลับเป็นสถานการณ์ที่ ‘มากจนเกินไปอย่างมาก’ และสุดท้ายแล้วเราก็มักจะได้เห็นตลาดพยายามวิ่งกลับเข้าหาจุดสมดุลในท้ายที่สุด
สำหรับสถานการณ์หนึ่งที่เราได้เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง คือ ‘Panic Selling’ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการปรับตัวลงอย่างรุนแรง หลังจากที่ ‘ความกลัว’ เข้ามาแทนที่เหตุผลในสถานการณ์นั้นๆ อย่างไรก็ตาม Panic Selling ที่เกิดขึ้นในบางครั้ง เป็นผลจากปัจจัยลบระยะสั้นเท่านั้น ทำให้นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรบางส่วนสามารถฉวยโอกาสนี้ในการทำกำไรได้เช่นกัน ซึ่งวันนี้ผมอยากจะเสนอไอเดียในการจับจังหวะทำกำไรจากรูปแบบราคาในภาวะตื่นตระหนก

  👉ลักษณะของ Panic Selling หรือ การ(เท)ขายอย่างตื่นตระหนก 

เป็นสถานการณ์ที่เกิดการ(เท)ขายจากฝูงชนในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน หรือนักเก็งกำไร ส่งผลให้ราคาหุ้นหรือสินค้านั้นๆ ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ซึ่งโดยมากแล้วมักจะเป็นผลมาจาก ‘ความกลัว’ ต่อสถานการณ์เฉพาะบางอย่าง จนทำให้เกิดความต้องการขายในทุกๆ ระดับราคา

การเกิด Panic Selling สามารถแบ่งได้คร่าวๆ ออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 
ระยะที่ 1 – เกิดสถานการณ์บางอย่างขึ้น เช่น ข่าวลือ ภัยธรรมชาติ สถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาจนปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นสูงมากในตอนต้น 

ระยะที่ 2 – หลังจากที่แรงขายเป็นฝ่ายชนะอย่างขาดลอย หลังจากนั้นราคาจะเคลื่อนไหวไปตามแนวโน้ม (ขาลง) ด้วยปริมาณการซื้อขายที่เบาบางลง

ระยะที่ 3 – หากไม่มีสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจนในช่วงพักตัว หลังจากนั้นราคาจะไหลลงต่อในทิศทางเดิมจนเกิดสัญญาณกลับตัวนะจุดหนึ่ง พร้อมด้วยปริมาณการซื้อขายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนอีกครั้ง 

ระยะที่ 4 – ราคาเริ่มฟื้นตัวกลับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มมีการยืนยันการกลับตัวจากรูปแบบราคา เช่น เกิดสัญญาณ Bullish Divergence จาก indicators หรือ ปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ยังคงดีอยู่ เข่น ตัวเลขทางการเงิน ตัวเลขทางเศรษฐกิจ

สาเหตุของการเกิด Panic Selling

ทั้งนี้ เราควรจะพิจารณา สาเหตุของการเกิด Panic Selling ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องมากขึ้น เพราะการจะฉวยโอกาสทำกำไรได้นั้นผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นควรจะเพียงผลกระทบระยะสั้น เช่น การปรับตัวลงอย่างรวดเร็วภายในวัน เพราะผลของการถูกบังคับขาย (Force sell) แต่บางครั้งโดยการเกิด Panic Selling ในบางครั้งอาจจะไม่ได้จบลงในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งเราต้องระมัดระวังให้ดี เช่น Panic Selling ที่เกิดขึ้นหลังจากภาวะฟองสบู่

👉หาจุด Bottom out ผ่าน ESM Model 

จุดสำคัญของการฉวยโอกาสทำกำไรจาก Panic Selling คือ การพิจารณาได้อย่างถูกต้องว่า ‘จุดต่ำสุดได้ผ่านไปแล้ว’ ซึ่งในที่นี้สตางค์คุงอยากจะแนะนำวิธีที่เรียกว่า The exhausted selling model (ESM) ซึ่งเป็นการพิจารณาโดยใช้การผสมผสาน เส้นแนวโน้ม (Trend lines), ปริมาณการซื้อขาย (Volume), เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages) และรูปแบบราคา (Chart Patterns)

กฎในการใช้ ESM โมเดล ได้แก่ 

1.) ราคาต้องเริ่มต้นปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วพร้อมด้วยปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้นมาก
2.) เกิดการไถลลงของราคาต่อเนื่องจนเกิดจุดต่ำสุดใหม่ (ต่ำกว่าจุดพักตัวของการร่วงลงรอบแรก) หลังจากนั้นเกิดสัญญาณกลับตัวจากรูปแบบแท่งเทียน (เช่น Engulfing, Hammer) พร้อมด้วยปริมาณการซื้อขายที่พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง 
3.) เกิดจุดต่ำที่ยกสูงขึ้นจากจุดต่ำสุดเดิม 
4.) ราคาทะลุผ่านเส้นแนวโน้มขาลง
5.) ราคาทะลุผ่านเส้นค่าเฉลี่ยระยะกลาง (40 วัน หรือ 50 วัน) และมีการย่อตัวลงมาทดสอบหลังจากทะลุผ่านรอบแรก

  👉ควบคุมความเสี่ยงเมื่อตลาดไม่เป็นไปตามแผน 

ส่วนสุดท้ายของการจะฉวยโอกาสทำกำไรในภาวะ Panic Selling คือ การควบคุมความเสียหายเมื่อตลาดไม่ได้เป็นไปตามแผนที่เราวางไว้ โดยสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เราต้องระลึกไว้เสมอคือ การเข้าซื้อในจุดที่เริ่มฟื้นตัว ราคายังมีโอกาสที่จะปรับตัวลงต่อได้ทุกเมื่อ และมีโอกาสที่จะ ‘รุนแรงและรวดเร็ว’ กว่าปกติเสียด้วย เพราะความกลัวที่ปกคลุมตลาดอยู่อาจจะยังไม่ได้หายไปไหน โดยเฉพาะหากเราพิจารณาจุดต่ำสุดผิดพลาด เพราะฉะนั้นเราควรจะมีแผนในการปกป้องเงินลงทุนของเราไว้เสมอ อย่างเช่น การยอมตัดขาดทุนหากราคาไหลลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่อีกครั้ง หรือการคำนวณความเสี่ยงก่อนเข้าซื้อว่าหากเราผิดทางจะสามารถรับความเสียหายได้แค่ไหน 
ขณะเดียวกันการเข้าเก็งกำไรด้วยสถานการณ์ที่ตรงข้ามกับฝูงชน การจะตัดสินใจที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อเราได้เขียนแผนการเทรดขึ้นมาไว้ล่วงหน้าสำหรับสถานการณ์ต่างๆ ที่มีโอกาสขึ้น และสิ่งที่สำคัญคือวินัยในการทำตามแผนที่วางไว้ และรู้จักรอคอยจนกว่าเราจะเห็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนจากระบบของเรา