หุ้นกับกองทุน อะไรดีกว่ากัน

คำถามยอดนิยมที่นักลงทุนทุกคนต้องเคยตั้งคำถาม คือ การลงทุนในหุ้นหรือการลงทุนในกองทุนรวมแบบไหนดีกว่ากัน? คำถามนี้ถ้าหากตอบแบบชี้ขาดไปเลยอาจจะไม่สามารถทำได้ เพราะทั้งหุ้นและกองทุนรวมต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง คำถามที่สำคัญกว่าอาจเป็น หุ้นหรือกองทุนรวมอันไหนที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์หรือนิสัยของเรามากกว่า โดยวันนี้เราจะมาอธิบายความแตกต่าง 5 ข้อของหุ้นและกองทุนรวม เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้เพื่อนๆกันนะครับ

“แนวทางในการลงทุน”
หุ้น – เหมาะกับคนที่มีไอเดียการลงทุน และชอบที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง ในการตัดสินใจเลือกซื้อหุ้นเอง เราต้องศึกษาวิเคราะห์หุ้นแต่ละตัวอย่างละเอียด (ไม่ว่าจะเทรดแนวเทคนิคคอล หรือลงทุนแบบปัจจัยพื้นฐานก็ตาม) ซึ่ง
✅ข้อดีคือเรามีอิสระและอำนาจในการตัดสินใจเลือกซื้อหุ้นที่เราชอบเป็นรายตัวได้ 
❌ข้อเสียคือ ต้องใช้เวลาในการศึกษาค่อนข้างมาก กว่าจะสามารถตัดสินใจเลือกหุ้นได้แต่ละตัว และต้องจัดทำข้อมูลการซื้อขายและคำนวณผลตอบแทนเองทั้งหมด

กองทุนรวม – การลงทุนในกองทุนรวมคือการที่เรานำเงินไปให้ผู้จัดการกองทุนซึ่งเป็นมืออาชีพดูแล และผู้จัดการกองทุนเป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมด 
✅ข้อดีคือใช้เวลาในการลงทุนน้อยกว่าเลือกหุ้นเอง และสามารถติดตามผลงานได้ตลอดเพราะทุกกองทุนจะต้องมีการรายงานผลการลงทุนให้กับนักลงทุน ตามกฏและข้อกำหนดของตลาด 
❌ข้อเสีย คือผู้ลงทุนมีอำนาจในการตัดสินใจจำกัด มีอำนาจแค่จะเลือกกองทุนอย่างเดียว ที่เหลือต้องปล่อยให้เป็นอำนาจของผู้จัดการกองทุนเป็นผู้ดูแลต่อ

“ด้านความเสี่ยงและผลตอบแทน”
หุ้น – การลงทุนจะกระจุกตัวอยู่ในหุ้นไม่กี่ตัว ทำให้มีการกระจายความเสี่ยงที่ต่ำกว่ากองทุนรวม ส่งผลให้ผลตอบแทนมีความหวือหวากว่า ขึ้นก็ขึ้นแรง ลงก็ลงแรงกว่า ครั้นจะลงทุนในหุ้นหลายๆ ตัวแบบกองทุนรวม ก็ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง เพราะไม่ได้มีทีมงานเหมือนทีมของผู้จัดการกองทุน

กองทุนรวม – เงินลงทุนจะกระจายไปยังหุ้นหลายตัวมากกว่า ทำให้ได้ประโยชน์จาก “การกระจายความเสี่ยง” (Risk Diversification) ทำให้ความเสี่ยงในภาพรวมจะน้อยกว่าการเลือกหุ้นเอง ขณะเดียวกันผลตอบแทนก็จะไม่หวือหวามาก นอกจากนี้กองทุนรวมยังมีการควบคุมความเสี่ยงที่เข้มข้นกว่า โดยมีทั้งนโยบายการลงทุนที่กำกับความเสี่ยง และการบริหารจัดการกองทุนที่ถูกกำกับโดย ก.ล.ต.อีกที

” ต้นทุน (ค่าใช้จ่าย) “ 
หุ้น – ต้นทุนทางตรงก็จะมีแค่ค่าเทรดหุ้นกับ broker แต่จะมีต้นทุนแฝงค่อนข้างเยอะ เช่น การเสียเวลาในการศึกษาหุ้นแต่ละตัว การเสียเวลาในการเก็บข้อมูลการลงทุนเพื่อคำนวณผลตอบแทนฯลฯ

กองทุนรวม – ต้นทุนหลักๆ จะประกอบด้วยค่าตอบแทนการบริหารกองที่ต้องจ่ายให้กับผู้จัดการกองทุน โดยจะอยู่ในรูปแบบของ ค่าธรรมเนียมซื้อขายขาเข้า-ขาออก ค่าธรรมเนียมการจัดการ ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์เป็นต้น

“สิทธิประโยชน์ด้านภาษี”
หุ้น – ไม่มี
กองทุนรวม – บางกองทุนก็มีสิทธิประโยชน์ในการนำไปลดหย่อนภาษีได้ เช่น กองทุน RMF และ LTF

“ข้อจำกัดในการลงทุนขั้นต่ำ”
หุ้น – สมมติเราไม่ได้ต้องการลงทุนแบบเงินก้อนใหญ่ แต่ต้องการลงทุนแบบทยอยลงทุนทุกเดือน (ตามแบบของมนุษย์เงินเดือนที่มีรายรับเข้ามาค่อนข้างแน่นอนทุกเดือน) การลงทุนในหุ้นจะมีข้อจำกัดคือ เราจะไม่สามารถซื้อหุ้นที่มีราคาต่อหน่วยสูงมากๆ ได้ และการลงทุนของเราจะถูกจำกัดให้ลงได้แค่หุ้นขนาดกลางและหุ้นขนาดเล็ก ตัวอย่างเช่น เรากันเงินไว้ลงทุน 5,000 บาท ทุกเดือน แล้วเราบังเอิญไปเจอหุ้นที่ถูกใจในราคา 150 บาทต่อหน่วย เราจะซื้อหุ้นได้ 33 หุ้น ซึ่งในความจริงแล้วทำไม่ได้นะครับ เพราะการซื้อหุ้นแต่ละครั้งต้องซื้อทีละ 100 หุ้น หรือ 1 ล็อต ขึ้นไป หรือถ้าจะซื้อเศษหุ้น (Odd Lot) ค่าเทรดก็จะแพงกว่าปกติ แถมยังได้หุ้นแค่ตัวเดียวด้วย กว่าเราจะสะสมหุ้นให้ได้ 5 – 7 บริษัท เพื่อกระจายความเสี่ยงก็อาจต้องใช้เวลายาวนานหลายเดือน

กองทุนรวม – ปัจจุบันแอบเห็นว่าการลงทุนขั้นต่ำของกองทุนรวม มีค่าขั้นต่ำที่ต่ำมากๆ เคยเห็นบางกองอยู่ที่ 500 บาทก็มี ประเด็นอยู่ที่ว่า 500 บาทนี้ถูกเอารวมกับเงินของนักลงทุนคนอื่นที่ลงทุนในกองเดียว และนำไปซื้อหุ้นได้ถึง 20-40บริษัท จะบอกว่าเราสามารถลงทุนในบริษัทมากมายขนาดนี้ได้โดยใช้เงินแค่ 500 บาท ก็ดูเป็นข้อได้เปรียบที่ดีมากๆของกองทุนรวมเลยละครับ

จากข้อดีข้อเสียทั้งหมดที่เล่า ผมอยากจะสรุปประเด็นการตัดสินใจการเลือกหุ้นหรือกองทุนรวม โดยนักลงทุนควรตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรามีเวลาในการศึกษาตัวบริษัทและมีเวลาในการติดตามข่าวสารหรือไม่เรามีความสุขกับขั้นตอนในการวิเคราะห์ธุรกิจและงบการเงินหรือเปล่าคุณต้องการการลงทุนแบบเน้นเป็นหุ้นรายตัว หรือต้องการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ครบทุกข้อ ก็เชื่อได้เลยว่าคุณจะสามารถเลือกการลงทุนที่เหมาะกับตัวเองได้มากที่สุดครับ